โรคต่างๆ

น้ำตาลในเลือดสูง

น้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งระดับน้ำตาลที่ปกติคือประมาณ 70-100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แต่หากค่าที่ได้สูงกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไปจะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน
โดยทั่วไป การตรวจจะใช้เกณฑ์วัดระดับน้ำตาลก่อนรับประทานอาหารในตอนเช้า ผู้ที่เข้ารับการตรวจต้องอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมงในคืนก่อนตรวจ สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและไม่ได้รับการรักษานั้นอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ส่งผลให้เส้นประสาท หลอดเลือด หรืออวัยวะต่าง ๆ ถูกทำลายจนมีปัญหาสุขภาพร้ายแรงตามมาได้

สล็อตออนไลน์

อาการของภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
น้ำตาลในเลือดสูงมักไม่มีอาการบ่งบอกในช่วงแรก แต่เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติได้เมื่อระดับน้ำตาลสูงเกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป อาจใช้เวลาหลายวันไปจนถึงหลายสัปดาห์ จึงจะแสดงอาการอย่างค่อยเป็นค่อยไป บางรายที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นเวลานานอาจไม่มีอาการผิดปกติ แม้จะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม อาการของภาวะน้ำตาลในเลือดสูงที่พบได้บ่อย มีดังนี้
อาการในช่วงเริ่มต้นสังเกตได้จาก
ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน
มองเห็นไม่ชัด
กระหายน้ำมาก
ปวดศีรษะ
เหนื่อยง่าย
ผู้ที่ระดับน้ำตาลสูงขึ้นและไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีอาจเกิดภาวะเลือดเป็นกรดจากการสะสมของสารคีโตน (Ketones) ซึ่งเป็นของเสียในเลือดและปัสสาวะ ทำให้มีอาการอื่นตามมา เช่น
ลมหายใจมีกลิ่นคล้ายผลไม้
หายใจสั้น
ปากแห้ง
คลื่นไส้ อาเจียน
ปวดท้อง
อ่อนเพลีย
น้ำหนักลด
รู้สึกสับสน
แผลหายช้ากว่าปกติ
ติดเชื้อบริเวณช่องคลอดหรือผิวหนัง
ในรายที่อาการรุนแรงอาจเป็นลม หมดสติ
เส้นประสาทเสียหาย ส่งผลให้มีอาการเท้าเย็นจนปวดหรือไม่มีความรู้สึก ขนขาล่วง หรือหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้ เช่น ท้องผูกหรือท้องเสียเรื้อรัง
มีปัญหาเกี่ยวกับดวงตา หลอดเลือด หรือไต
ทั้งนี้ ผู้ที่มีอาการอาเจียนหรือท้องเสียเรื้อรัง แม้แต่กรณีที่รับประทานอาหารหรือน้ำได้ตามปกติ ไข้ขึ้นนานกว่า 24 ชั่วโมง ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ หรือมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 240 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไปแม้รับประทานยาโรคเบาหวานอย่างต่อเนื่อง ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจดูอาการอย่างละเอียด

สล็อตออนไลน์

สาเหตุของภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
ผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงมักมีสาเหตุมาจากโรคเบาหวานเป็นหลัก เพราะผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้นมีระดับน้ำตาลสูงขึ้นได้ง่าย เนื่องจากร่างกายมีฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอหรือเกิดภาวะดื้ออินซูลิน ทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลผิดปกติ ต่างจากคนทั่วไปที่ฮอร์โมนอินซูลินจะถูกผลิตและหลั่งจากตับอ่อนหลังมื้ออาหาร โดยทำหน้าที่เป็นตัวนำน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกายเพื่อเผาผลาญเป็นพลังงาน ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงในระดับปกติ
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจกระตุ้นให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานเกิดภาวะนี้ได้ง่าย เช่น ได้รับฮอร์โมนอินซูลินหรือรับประทานยาเบาหวานไม่เพียงพอ ไม่ควบคุมอาหาร มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตเฉื่อยชา ไม่ค่อยได้ออกแรง ได้รับบาดเจ็บหรือเข้ารับการผ่าตัด รับประทานยาสเตียรอยด์ เป็นต้น
ส่วนผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวานก็เกิดภาวะนี้ได้เช่นกัน โดยอาจมีสาเหตุมาจากโรคหรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่าง เช่น
โรคตับอ่อนอักเสบ
โรคมะเร็งตับอ่อน
ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน
กลุ่มอาการคุชชิง (Cushing’s Syndrome) เนื่องจากร่างกายมีฮอร์โมนคอร์ติซอลในเลือดมากกว่าปกติ
เนื้องอกบางชนิดที่ทำให้การหลั่งฮอร์โมนผิดปกติ
การเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างรุนแรงหรือรวดเร็ว เช่น ภาวะหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง การได้รับบาดเจ็บ หรืออาการเจ็บป่วยชนิดรุนแรง ซึ่งอาจทำให้ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นชั่วคราว
การรับประทานยาบางชนิด เช่น เพรดนิโซน (Prednisone) เบต้า บล็อกเกอร์ (Beta Blocker) เอสโตรเจน กลูคากอน (Glucagon) และยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน
การรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป
ภาวะเครียด
เคลื่อนไหวร่างกายน้อย ไม่ออกกำลังกาย

เครดิตฟรี

การรักษาภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงนั้นรักษาหรือควบคุมให้เป็นปกติได้ ซึ่งจะมีวิธีแตกต่างกันตามแต่ละบุคคล โดยพิจารณาจากสาเหตุที่ทำให้เกิดความรุนแรงและความเสี่ยงด้านสุขภาพของผู้ป่วยเป็นหลัก ผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงไม่รุนแรงหรืออยู่ในภาวะเสี่ยงต่อโรคเบาหวานส่วนใหญ่มักได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้ควบคุมอาหาร ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน หรือรับการรักษาเพิ่มเติม
สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และผู้ที่มีความเสี่ยงสูงจะรักษาโดยการให้ฮอร์โมนอินซูลินเป็นหลัก ส่วนผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นั้นเริ่มรักษาจากการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและฉีดยา บางครั้งอาจได้รับฮอร์โมนอินซูลินควบคู่ไปด้วย แต่หากเป็นผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจากโรคหรือความผิดปกติของร่างกายจะต้องรักษาที่ต้นเหตุ เพื่อปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้กลับสู่ภาวะปกติ และบางรายอาจได้รับฮอร์โมนอินซูลินในระหว่างการรักษาไปพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม แพทย์จะพิจารณาจากตัวผู้ป่วยก่อนเป็นขั้นแรก เพื่อปรับแผนการรักษาให้เหมาะกับสถานการณ์ เบื้องต้นมักแนะนำให้ปรับพฤติกรรมด้านอื่นไปพร้อมกันกับการรักษา ซึ่งวิธีการรักษาภาวะน้ำตาลในเลือดสูงที่ไม่รุนแรงมักมีแนวทาง ดังนี้
ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและดื่มน้ำให้มากขึ้น
แพทย์หรือนักโภชนาการจะช่วยดูแลและให้คำแนะนำด้านการกินอาหารที่ถูกต้อง โดยคำนึงถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละคนควบคู่กัน เช่น ลดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต หรือดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน เพราะน้ำจะช่วยขจัดน้ำตาลออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะและป้องกันภาวะขาดน้ำ หรือลดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลง เพราะสารอาหารกลุ่มนี้อาจไปเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด
โดยหลายคนไม่ทราบว่า ร่างกายจะย่อยสลายคาร์โบไฮเดรตไปเป็นกลูโคสหรือน้ำตาลในเลือด การรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมากจะส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่ปรุงแต่งด้วยน้ำตาลอย่างน้ำอัดลมหรือน้ำผลไม้ ซึ่งจะถูกดูดซึมได้เร็วกว่าอาหารคาร์โบไฮเดรตในรูปแบบอื่น ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ในเรื่องการรับประทานคาร์โบไฮเดรตในปริมาณเหมาะสม เพื่อช่วยให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้คงที่ได้
ออกกำลังกายเป็นประจำ
การออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายบ่อย ๆ ช่วยเพิ่มการใช้พลังงาน ทำให้น้ำตาลถูกนำออกมาใช้ แต่ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิดควรระมัดระวังในการเลือกประเภทของการออกกำลังกาย โดยอาจขอคำแนะนำจากแพทย์ในเบื้องต้น ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ตรวจพบคีโตนในปัสสาวะนั้นไม่ควรออกกำลังกาย ซึ่งภาวะนี้มักพบในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 มากกว่าชนิดที่ 2
เปลี่ยนชนิดของยา
ยาบางชนิดมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือโรคอื่น ๆ ที่มีภาวะนี้อาจได้รับการปรับเปลี่ยนชนิดและปริมาณยาที่ใช้ เพื่อลดผลข้างเคียงและความเสี่ยงด้านสุขภาพ
ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยควบคุมอาการไม่ให้แย่ลง ผู้ป่วยควรจดบันทึกและตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้แพทย์ติดตามการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังเป็นการเตือนตัวเองให้คอยควบคุมระดับน้ำตาล
นอกจากนี้ ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วยการใช้สารให้ความหวานทดแทนการบริโภคน้ำตาลทราย ซึ่งจะช่วยให้รับประทานอาหารได้หลากหลายและดีต่อสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะสารให้ความหวานในกลุ่มที่ไม่ให้พลังงาน ให้พลังงานต่ำ หรือมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ แต่หากผู้ป่วยมีปัญหาสุขภาพอื่นร่วมด้วยควรศึกษาข้อจำกัดและขอคำแนะนำในการใช้สารให้ความหวานจากแพทย์ก่อนเสมอ
ตัวอย่างสารให้ความหวานในกลุ่มที่ไม่ให้พลังงาน ให้พลังงานต่ำ หรือมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เช่น
แอสปาร์แตม (Aspartame)
มีรสชาติหวานกว่าน้ำตาลทรายถึง 200 เท่า แต่ให้พลังงานที่เท่ากัน ผู้บริโภคควรใช้ในปริมาณน้อยหรือไม่เกิน 40-50 มิลลิกรัม/ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/ วัน ทั้งนี้ หากใช้ในปริมาณมากจะให้เกิดรสขม นอกจากนี้ แอสปาร์แตมยังไม่ทนต่อความร้อน จึงนำมาใช้ในการประกอบอาหารหรือเครื่องดื่มบางประเภทไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคฟีนิลคีโตนูเรียห้ามใช้สารชนิดนี้ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย
ไอโซมอลทูโลส (Isomaltulose)
มีรสชาติหวานน้อยกว่าน้ำตาล ไม่มีรสขมหรือเฝื่อน ทนต่อการประกอบอาหารในความร้อนสูง มีรสชาติใกล้เคียงกับน้ำตาล ทำให้รสชาติอาหารไม่เปลี่ยน โดยให้พลังงานเทียบเท่ากับน้ำตาลทรายแต่มีค่าดัชน้ำตาลต่ำ (Low GI) จากผลการศึกษาบางส่วนระบุว่าไอโซมอลทูโลสอาจลดความเสี่ยงต่อการเกิดระดับน้ำตาลในเลือดสูงฉับพลัน โดยทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นช้า ๆ และอาจช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้ ไอโซมอลทูโลสจึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ที่กำลังควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ซูคราโลส (Sucralose)
มีรสชาติใกล้เคียงกับน้ำตาล แต่มีความหวานกว่าน้ำตาลถึง 600 เท่า ไม่มีรสขมหรือรสเฝื่อน นำมาปรุงอาหารและเครื่องดื่มได้ แต่ไม่ควรบริโภคเกิน 15 มิลลิกรัม/ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/ วัน
สตีเวียร์ (Stevia)
หรือหญ้าหวาน มีสารให้ความหวานหลักคือ สตีวิออลไกลโคไซด์ (Steviol Glycosides) มีความหวานกว่าน้ำตาล 200-400 เท่า ให้รสขมเล็กน้อย สามารถปรุงแต่งอาหารที่ใช้ความร้อนสูงได้ แต่ไม่ควรบริโภคในปริมาณมากเกินกว่า 4 มิลลิกรัม/ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/ วัน
อย่างไรก็ตาม สารให้ความหวานแต่ละชนิดมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ถึงประโยชน์ ข้อจำกัด และปริมาณที่เหมาะสมก่อนการบริโภคเพื่อความปลอดภัย พร้อมทั้งควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและหมั่นตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ

สล็อต xo