โรคต่างๆ

น้ำในหูไม่เท่ากัน

น้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s Disease) คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของน้ำในหูชั้นใน โดยปกติหูชั้นในจะมีน้ำในปริมาณที่พอดีกับการทำงานของเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมการทรงตัวและการได้ยิน และมีการไหลเวียนถ่ายเทเป็นปกติ แต่เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้น เช่น การดูดซึมของน้ำในหูไม่ดี ทำให้น้ำในหูชั้นในมีปริมาณมากกว่าปกติ ก็จะส่งผลต่อการทำงานของเซลล์ประสาทที่ควบคุมการทรงตัวและการได้ยิน ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการวิงเวียนศีรษะ หูอื้อ สูญเสียการได้ยิน รู้สึกถึงแรงดันภายในหู เป็นต้น อาการมักเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ต่อเนื่อง และเกิดขึ้นที่หูข้างใดข้างหนึ่ง ในผู้ที่มีอาการรุนแรงอาจเสี่ยงต่อการล้มเกิดอุบัติเหตุในขณะขับขี่ยานพาหนะ หรือในระหว่างการทำงานกับเครื่องจักรได้ รวมถึงอาจทำให้ผู้ป่วยสูญเสียการได้ยินไปอย่างถาวร

สล็อตออนไลน์

อาการของน้ำในหูไม่เท่ากัน
อาการของน้ำในหูไม่เท่ากันมักเกิดขึ้นที่หูข้างใดข้างหนึ่งแบบกะทันหันและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงแรก ๆ บางรายอาจมีอาการนานเป็นชั่วโมง จากนั้นอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น ผู้ป่วยแต่ละรายจะมีอาการที่แตกต่างกันออกไป มักจะมีอาการหรือสัญญาณเตือนเกิดขึ้นก่อน เช่น วิงเวียนศีรษะ บ้านหมุน เซ ปวดศีรษะ รู้สึกถึงแรงดันภายในหู หูอื้อ รู้สึกไม่สบายใจ เป็นต้น ควรหาที่นั่งพักหากมีอาการข้างต้น
อาการน้ำในหูไม่เท่ากัน มักแบ่งได้ 3 ระยะ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ระยะแรกเริ่ม จะมีอาการวิงเวียนศีรษะแบบไม่ทันตั้งตัว โดยปกติมักเกิดขึ้นเป็นเวลา 2-3 ชั่วโมง แต่อาจเกิดขึ้นได้นานถึง 24 ชั่วโมง มักมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือมึนหัว อาจมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินหรือหูอื้อร่วมด้วยในเวลาเดียวกัน
ระยะกลาง ยังคงวิงเวียนศีรษะอย่างต่อเนื่อง อาจมีอาการดีขึ้นบ้าง แต่หูอื้อและปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินมักจะแย่ลง บางรายอาจไม่พบอาการนานหลายเดือน หรืออาจจะยังรู้สึกวิงเวียนศีรษะ ไวต่อเสียง สูญเสียการทรงตัวหรือเซร่วมด้วย
ระยะหลัง อาการวิงเวียนศีรษะจะลดน้อยลง อาจพบอาการได้บ้างในช่วงหลายเดือนหรืออาจนานหลายปี ผู้ป่วยอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว รู้สึกไม่มั่นคงที่เท้าเวลายืนหรือเดิน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่มืด แต่อาการหูอื้อและปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินมีแนวโน้มที่จะแย่ลง
อาการของโรคน้ำในหูไม่เท่ากันที่เกิดขึ้นอาจเป็นผลมาจากโรคอื่น ๆ ดังนั้นควรไปพบแพทย์หากพบว่ามีอาการดังกล่าวเพื่อทำการวินิจฉัยโรคต่อไป

สล็อตออนไลน์

สาเหตุของน้ำในหูไม่เท่ากัน
ในปัจจุบันยังไม่สามารถบอกได้อย่างแน่ชัดว่าน้ำในหูไม่เท่ากันเกิดจากสาเหตุใด แต่พบว่าอาการของโรคเป็นผลมาจากความผิดปกติของน้ำในหู โดยหูชั้นในจะประกอบด้วยโคเคลีย (Cochlea) ซึ่งเป็นท่อที่มีลักษณะเป็นเกลียวและมีช่องเก็บของเหลว มีหน้าที่เกี่ยวกับการได้ยิน และเวสทิบิวล่าร์แอพพาราตัส (Vestibular Apparatus) มีลักษณะเป็นท่อ ช่วยควบคุมเกี่ยวกับการทรงตัว ซึ่งถ้าแรงดันของน้ำในหูมีมากเกินไป จะส่งผลให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะและหูอื้อได้ ทั้งนี้มีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของน้ำในหูชั้นใน ได้แก่
การระบายของเหลวในหูชั้นในที่ไม่ปกติ อาจเกิดจากการอุดตันหรือความผิดปกติของร่างกาย
การตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ
โรคภูมิแพ้
การติดเชื้อไวรัส
การบาดเจ็บที่ศีรษะ
ความบกพร่องทางพันธุกรรม ซึ่งสามารถส่งต่อไปยังสมาชิกรุ่นอื่น ๆ ในครอบครัวได้
การปวดศีรษะไมเกรน
สารเคมีของน้ำในหูไม่สมดุล เช่น ระดับโซเดียมหรือโปแทสเซียมในร่างกายมีมากหรือน้อยเกินไป

เครดิตฟรี

การรักษาน้ำในหูไม่เท่ากัน
การรักษาสามารถทำได้หลายวิธีเพื่อบรรเทาความรุนแรงของอาการวิงเวียนศีรษะ เช่น การใช้ยา ทั้งรูปแบบยารับประทานและยาฉีด การบำบัด หรือการผ่าตัด โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
การรับประทานยา แพทย์อาจจ่ายยาเพื่อบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ บ้านหมุน และป้องกันการคลื่นไส้ อาเจียน ได้แก่
ยารักษาอาการป่วยจากการเคลื่อนไหวหรือยาแก้เมารถเมาเรือ เช่น มีไคลซีน
ยาต้านการอาเจียน เช่น โปรเมทาซีน
ยาขับปัสสาวะ เป็นการรักษาในระยะยาว เพื่อช่วยรักษาระดับของเหลวในหูและบรรเทาอาการน้ำในหูไม่เท่ากัน โดยรับประทานยาควบคู่ไปกับการลดการรับประทานอาหารที่มีรสเค็ม
ยาสเตียรอยด์ หากแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยน้ำในหูไม่เท่ากันมีสาเหตุมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
การบำบัดหรือการรักษาแบบ Noninvasive Therapies ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการที่ดีขึ้นจากการรักษาด้วยวิธีดังต่อไปนี้
การฟื้นฟูระบบการทรงตัว (Vestibular Rehabilitation Therapy) สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัวจากอาการวิงเวียนศีรษะ
การใส่เครื่องช่วยฟัง ซึ่งจะช่วยพัฒนาการได้ยิน โดยนักโสตสัมผัสวิทยาจะช่วยเลือกเครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
การใช้ Meniett Device เพื่อช่วยปรับความดันในหูชั้นกลาง ทำให้ของเหลวในหูไหลเวียนได้ดีขึ้น
หากการรักษาแบบประคับประคองด้วยวิธีข้างต้นแล้วไม่พบอาการที่ดีขึ้น แพทย์อาจแนะนำให้ใช้วิธีการรักษาแบบเชิงรุกดังต่อไปนี้
การฉีดยา แพทย์จะฉีดเจนตามัยซิน (Gentamicin) หรือสเตียรอยด์ เช่น เดกซาเมทาโซน เข้าที่หูชั้นกลางให้ดูดซึมเข้าไปที่หูชั้นใน เพื่อช่วยบรรเทาอาการน้ำในหูไม่เท่ากัน การใช้ยาเดกซาเมทาโซนจะทำให้เสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้น้อยกว่าเจนตามัยซิน แต่ก็อาจมีประสิทธิภาพในการรักษาที่น้อยกว่าเช่นเดียวกัน
การผ่าตัด มักใช้ในผู้ป่วยที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ตอบสนอง โดยสามารถทำได้หลายวิธี เช่น
การผ่าตัดแบบ Endolymphatic Sac Procedure โดยผ่าตัดกระดูกบางส่วนออก หรืออาจใส่ท่อเพื่อช่วยระบายน้ำส่วนเกินออกจากหูชั้นใน ควบคุมระดับของเหลวด้วยการเพิ่มหรือลดน้ำในหูชั้นใน ทำให้อาการวิงเวียนศีรษะดีขึ้น
การผ่าตัดแบบ Vestibular Nerve Section โดยการตัดเส้นประสาทที่เชื่อมต่อระหว่างหูชั้นในและสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ
การผ่าตัดแบบ Cochleosacculotomy เป็นการผ่าตัดที่มีจุดประสงค์เพื่อระบายน้ำในหูชั้นใน ซึ่งอาจทำให้เสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยิน
การผ่าตัดแบบ Labyrinthectomy โดยผ่าตัดอวัยวะที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการได้ยินและทรงตัวที่อยู่ในหูชั้นใน วิธีการนี้มักทำในผู้ป่วยที่เกือบจะสูญเสียการได้ยินทั้งหมดหรือสูญเสียการได้ยินไปทั้งหมดแล้ว
ผู้ป่วยโรคน้ำในหูไม่เท่ากันสามารถดูแลรักษาตัวเองเพิ่มเติมได้ที่บ้าน ด้วยการปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของเกลือ ผงชูรส ช็อกโกแลต คาเฟอีน และแอลกอฮอล์
ดื่มน้ำประมาณ 6-8 แก้ว ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
นั่งพักหากพบว่ามีอาการวิงเวียนศีรษะ
จัดการกับความเครียด
หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

สล็อต xo