โรคต่างๆ

โอเปิล คอร์ซา

โอเปิล คอร์ซา เป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็กมาก (Subcompact Car) ที่ผลิตโดยค่ายรถยนต์สัญชาติเยอรมัน โอเปิล เริ่มผลิตตั้งแต่ พ.ศ. 2525-ปัจจุบัน ซึ่งโอเปิล คอร์ซาเคยมีการนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยในรุ่นที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2536-2538 จนในปัจจุบัน โอเปิล คอร์ซามีการผลิตในสเปนและเยอรมนีเท่านั้น โอเปิล คอร์ซา มีวิวัฒนาการตามช่วงเวลาได้ 6 Generation (รุ่น) ดังนี้
รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2525-2536)
โอเปิล คอร์ซา รุ่นที่ 1
โอเปิล คอร์ซา รุ่นที่ 1 ผลิตระหว่างปี พ.ศ. 2525-2536 ใช้ชื่อรุ่นว่า Corsa A ใช้เครื่องยนต์ 1.0 ,1.2 ,1.3 ,1.4 ,1.5 และ 1.6 ลิตร โดยเป็นเครื่องยนต์ดีเซลในรุ่น 1.5 ลิตร ซึ่งใช้เครื่องยนต์ร่วมกับอีซูซุ และมีตัวถัง 4 แบบคือแฮทช์แบค 3 ประตู ,แฮทช์แบค 5 ประตู ,ซีดาน 2 ประตู และซีด่าน 4 ประตู มีการประกอบในซาราโกซา ประเทศสเปน และในปี พ.ศ. 2526 ได้มีการจัดทำรุ่นสปอร์ต โดยใช้เครื่องยนต์ 1.3 ลิตร ซึ่งผลิตสำหรับการแข่งขัน British Rally Championship เท่านั้น

เครดิตฟรี

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2536-2543)
โอเปิล คอร์ซา รุ่นที่ 2
โอเปิล คอร์ซา รุ่นที่ 2 ผลิตระหว่างปี พ.ศ. 2536-2543 โดยใช้ชื่อรุ่นว่า Corsa B มีเครื่องยนต์มากถึง 6 ขนาดประกอบด้วยเครื่องยนต์ 1.0 ,1.2 ,1.4 ,1.5 ,1.6 และ 1.7 ลิตร และมีความหลากหลายของตัวถังมากขึ้น ประกอบด้วย แฮทช์แบค 3 ประตู ,แฮทช์แบค 5 ประตู ,ซีดาน 4 ประตู ,สเตชันวากอน 5 ประตูและรถกระบะ 2 ประตู และมีระบบเกียร์ 2 แบบคือเกียร์ธรรมดา 5 สปีดและเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด
คอร์ซารุ่นนี้ เป็นคอร์ซารุ่นแรกและรุ่นเดียวที่มีขายในประเทศไทย ซึ่งนำเข้ามาขายโดยบริษัทพระนครยนตรการ โดยรุ่นนี้เป็นโอเปิลรุ่นแรกและรุ่นสุดท้ายของโอเปิลที่ขายดีในเมืองไทย เนื่องจากในช่วงวิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 พระนครยนตรการได้นำโอเปิล เวคตร้า เข้ามาขายในประเทศไทย แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก จนโอเปิลต้องยุติการทำตลาดรถยนต์นั่งในประเทศไทยลงเมื่อปี พ.ศ. 2543 โดยในประเทศไทย จะมีเครื่องยนต์ 1.2 และ 1.4 ลิตรเข้ามาขายในเมืองไทย ซึ่งได้มีการตั้งชื่อรุ่น 1.2 ลิตรว่า Joy และ 1.4 ลิตรว่า Swing ซึ่งเครื่องยนต์ 1.4 ลิตรเข้ามาขายก่อนรุ่น 1.2 ลิตร และมีตัวถังเข้ามาขาย 2 แบบคือแฮทช์แบค 3 ประตูและ 5 ประตู โดยมีราคารุ่น 3 ประตูอยู่ที่ 3.7 แสนบาท และรุ่น 5 ประตูราคา 4 แสนบาท ซึ่งเป็นรถยุโรปที่ราคาถูกที่สุดในสมัยนั้น

สล็อต

รุ่นที่ 3 (พ.ศ. 2543-2549)
โอเปิล คอร์ซา รุ่นที่ 3
โอเปิล คอร์ซา รุ่นที่ 3 ผลิตระหว่างปี พ.ศ. 2543-2549 โดยใช้ชื่อรุ่นว่า Corsa C มีเครื่องยนต์ 6 ขนาด คือ 1.0 ,1.2 ,1.3 ,1.4 ,1.7 และ 1.8 ลิตร และมีตัวถัง 5 แบบคือแฮทช์แบค 3 ประตู ,แฮทช์แบค 5 ประตู ,ซีดาน 4 ประตู ,รถตู้ 2 ประตูและรถกระบะ 2 ประตู
คอร์ซารุ่นนี้ มีการทำตลาดเฉพาะในแถบยุโรปและแอฟริกาเท่านั้น ซึ่งมีการทำตลาดในเยอรมนี ,สเปน ,บราซิล ,แอฟริกาใต้ ,อียิปต์ ,อาร์เจนตินาและเอกวาดอร์ และรุ่นนี้เป็นรุ่นแรกที่มีการใช้เกียร์กึ่งอัตโนมัติ (Semi-Automatic) มาใช้ควบคู่กับเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ
รุ่นที่ 4 (พ.ศ. 2549-2557)

สล็อตออนไลน์

ในปลายปี ค.ศ. 1992 แอลเอสรุ่นแรกได้รับการปรับโฉมเล็กน้อย (Minor Change) โดยจะยึดข้อคิดเห็นของผู้ใช้รถและผู้ขายเป็นสำคัญ เช่น เพิ่มขนาดของดิสก์เบรก, เพิ่มขนาดฐานล้อ, แสดงผลอุณหภูมิภายนอก, มาตรวัดระยะทางแบบดิจิตอล, เปลี่ยนไปใช้เครื่องปรับอากาศแบบ Non-CFC และเทคโนโลยีอื่นๆอีกมาก ทำให้ราคาของรุ่นแรกหลังปรับโฉมแล้ว ขึ้นไปอยู่ที่ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ยังคงมีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ และประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะการส่งออก
รุ่นที่ 2 (ค.ศ. 1994 – 2000) เล็กซัส แอลเอส รุ่นที่ 2 เล็กซัส แอลเอส รุ่นที่ 2 หรือ Lexus LS 400 (UCF20) ใช้เครื่องยนต์ 4.0 ลิตร 1UZ-FE วี8 (8สูบ) กำลังสูงสุด 260 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 336 นิวตันเมตร เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.5 วินาที แอลเอสรุ่นที่ 2 ได้รับการพัฒนาในเรื่องของฉนวนกันเสียงภายนอก, ความแข็งแกร่งของตัวถัง, พัฒนาระบบเบรก, อากาศพลศาสตร์ (ความต้านลมลดลงเหลือ 0.28), เพิ่มระยะฐานล้อขึ้น 36 มิลลิเมตร, และตัวรถเบาลง, ประหยัดน้ำมันมากขึ้น, ปรับปรุงช่วงล่างและกันชน ด้านการตกแต่งภายใน มีการใช้เทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศแบบ Dual Zone คือ ใช้ระบบปรับอากาศแยกส่วน ซ้าย-ขวา สามารถปรับตั้งเครื่องปรับอากาศได้ต่างกัน, เครื่องเล่น CD แบบใส่ได้หลายแผ่น และกดปุ่มเปลี่ยนแผ่นได้, ระบบนำทางจีพีเอส และอื่นๆ ราคาในช่วงนี้อยู่ที่ประมาณ 51,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในปลาย ค.ศ. 1997 แอลเอสรุ่นที่สอง ได้มีการปรับโฉม Minor Change ครั้งนี้ แอลเอสได้เปลี่ยนไปใช้เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด และเครื่องยนต์หัวฉีดแบบ VVT-i (เครื่องแบบเดียวกับที่เริ่มในในโตโยต้า โคโรลล่า (อัลติส) รุ่นที่ 9 ในอีก 5 ปีถัดมา) ด้านภายใน ก็มีการใช้จอแสดงผลแบบดิจิตอล แสดงตัวเลขความเร็วเฉลี่ย อัตราการใช้น้ำมันแบบเฉลี่ยและเรียลไทม์ ซึ่งคำนวณจากคอมพิวเตอร์ในรถยนต์ และยังมีระบบสั่งการผ่านระบบไวร์เลส เพื่อส่งสัญญาณคำสั่ง เช่น ติดตั้งระบบประตูโรงรถแบบไฟฟ้า แล้วติดตั้งอุปกรณ์ไวร์เลสของเล็กซัสเข้าไป จะสามารถกดปุ่มสั่งให้ประตูโรงรถเปิดได้จากในรถ โดยไม่ต้องลงจากรถ และไม่ต้องให้ผู้อื่นมาเปิดให้ รวมทั้งระบบ Smart Entry คือใช้กุญแจแบบ Keyless (แบบไม่ต้องเสียบแล้วบิด เข้าไปในรถแล้วกดปุ่มสตาร์ทบนกุญแจ), ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และอีกมากมาย รุ่นที่ 3 (ค.ศ. 2000 – 2006) เล็กซัส แอลเอส รุ่นที่ เล็กซัส แอลเอส รุ่นที่ 3 หรือ Lexus LS 430 (UCF30) ใช้เครื่องยนต์ 4.3 ลิตร 3UZ-FE วี8 (8สูบ) กำลังสูงสุด 290 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 434 นิวตันเมตร เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 6.7 วินาที ความต้านลมลดลงเหลือ 0.26

jumboslot


แอลเอสรุ่นที่ 3 มีระบบจอแสดงผลแบบแอลซีดีทัชสกรีน (จอสัมผัส) อยู่กลางคอนโซล มีเครื่องฟอกอากาศในรถ และอีกมากมาย ราคาในช่วงนี้ รุ่นมาตรฐานอยู่ที่ 55,000 ดอลลาร์สหรัฐ และรุ่นท็อปอยู่ที่ราว 70,000 ดอลลาร์สหรัฐ Minor Change ของรุ่นที่ 3 ปรับโฉมใน ค.ศ. 2003 ครั้งนี้ เปลี่ยนไปใช้เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ไฟท้ายแบบแอลอีดี มีถุงลมนิรภัยที่เข่า, บลูทูธ, กล้องมองหลัง (Rear View Camera), ระบบสัญญาณเตือนเมื่อเข้าใกล้วัตถุเกินไป (ป้องกันการชน) รวมไปถึงกุญแจอิเล็กทรอนิกส์ ส่งสัญญาณปลดล็อกประตูได้โดยเจ้าของไม่ต้องควักกุญแจออกจากกระเป๋า แอลเอส รุ่นที่ 4 หรือ Lexus LS 460 (USF40) ใช้เครื่องยนต์ 4.6 ลิตร 1UR-FSE วี8 ให้กำลังสูงสุด 380 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 498 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด AA80E เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 5.7 วินาที นอกจากนี้ นังมีรุ่นพิเศษ 460L เป็นรุ่นตัวถังยาว ฐานล้อยาว ราคาอยู่ที่ประมาณ 61,000 ดอลลาร์ สำหรับรุ่นมาตรฐาน และ 71,000 ดอลลาร์สำหรับรุ่น 460L ในรุ่นนี้ ยุติการผลิตแอลเอสในประเทศญี่ปุ่น เพราะความที่โตโยต้า เมื่อมีแอลเอสอยู่ในเครือเล็กซัส แล้วมีรถเกรดใกล้เคียงกับแอลเอสขายในญี่ปุ่นด้วย ทำให้ขัดยอดขายกันเอง โตโยต้าจึงจำต้องแยกตลาดออกไปโดยให้แอลเอส ไปขายอยู่ในแถบอเมริกา และประเทศที่นิยมพวงมาลัยซ้าย ส่วนแถบเอเชีย จะใช้ โตโยต้า คราวน์ มาเจสตา และ โตโยต้า เซลซิเออร์ ค.ศ. 2007 เล็กซัสออกรถรุ่น แอลเอส ไฮบริดออกมา ขายควบคู่กับแอสธรรมดา ซึ่งรถไฮบริดเป็นรถที่ใช้แบตเตอรี่แบบพิเศษ มีการจัดการระบบไฟฟ้าต่างจากรถทั่วไป โดยที่รถไฮบริดสามารถชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ และนำไฟฟ้าจากแบตเตอรี่มาช่วยในการขับขี่ในบางช่วงจังหวะ ทำให้ลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 20-50% แล้วแต่นิสัยการขับขี่ ส่วนไมเนอร์เชนจ์ของรุ่นที่ 4 เกิดใน ค.ศ. 2009 ปัจจุบัน ราคาของแอลเอสในต่างประเทศ อยู่ที่ประมาณ 71,000-93,000 ดอลลาร์สหรัฐ (2.3-3.0 ล้านบาท) แต่ในประเทศไทย เนี่องจากมีต้นทุนสูงจากภาษีนำเข้า ราคาในประเทศไทย อยู่ที่ 9.24 – 11.14 ล้านบาท ตลอดเวลาที่ผ่านมา เล็กซัส แอลเอส มีชื่อเสียงในแง่ดีมาตลอด ทั้งปฏิกิริยาทางสังคม ยอดขาย และรางวัล แอลเอสได้รับรางวัลมาแล้วนับไม่ถ้วน เช่น รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีระดับโลก (World Car of the Year) ประจำปี 2007, รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีระดับนานาชาติ (International Car of the Year) 2007, รถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี ระดับโลก จากนิตยสาร Wheels, Car and Driver, Consumer Reports, Fleet World, MotorWeek และยังได้รับรางวัลประเภทระบบความปลอดภัยยอดเยี่ยม จาก Auto Build, Kiplinger และระบบการป้องกันการโจรกรรมยอดเยี่ยมจาก What Car, รางวัลเครื่องยนต์ยอดเยี่ยม จากชมรมวิศวกรยานยนต์นานาชาติ (Society of Automotive Engineers International) และรางวัลเกียรติยศด้านวิศวกรรมเครื่องยนต์จาก Ward’s

slot