โรคต่างๆ

โรคแอนแทรกซ์

โรคแอนแทรกซ์ เกิดจากแบคทีเรีย Bacillus anthracis กินเนื้อสัตว์ดิบ เชื้อโรคจะทำลายระบบภูมิต้านทานโรค ทำให้เกิดแผล หายใจผิดปรกติ และ ระบบทางเดินอาหารผิดปรกติแอนแทรกซ์ โรคติดเชื้อ การรักษาโรค

เครดิตฟรี

โรคแอนแทรกซ์ ( Anthrax ) คือ ภาวะการติดเชื้อแบคทีเรีย Bacillus anthracis ซึ่งเป็นแบคทีเรียจากเนื้อสัตว์ เมื่อคนกินเนื้อสัตว์ที่มีเชื้อโรคจะทำให้ร่างกายติดเชื้อและแสดงอาการต่างๆ เช่น มีไข้สูง ปวดเมื่อย ไอ เจ็บหน้าอก หายใจมีเสียงดัง หายใจลำบาก เหงื่อออกมาก และ ตัวจะเขียว เชื้อโรคจะทำลายภูมิต้านทานโรค และ ทำให้เสียชีวิตในที่สุด

โรคนี้เป็นโรคที่เกิดในสัตว์และแพร่สู่คนจากการกินเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีโอกาสมีเชื้อโรคเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น วัว แพะ และแกะ เป็นต้น เมื่อเชื้อแอนแทรกซ์เข้าสู่ร่างกายจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว และทำให้ร่างกายสร้างสารทอกซิน โดยมันจะช่วยทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตได้

เชื้อโรคแอนแทรกซ์ สามารถสร้างเกาะตัวได้ เมื่ออยู่นอกร่างกายคนหรือสัตว์ ทำให้มีความทนทานอยู่ได้นานนับ 10 ปี สัตว์ติดโรคนี้โดยการกินหรือการหายใจเอาเชื้อเข้าไปเชื้อจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเร็วมาก สัตว์จึงมักตายภายใน 1 ถึง 2 วัน หลังได้รับเชื้อ โดยไม่แสดงอาการให้เห็น อาจพบเลือดสีดำคล้ำไหลออกจากจมูก ปากหรือทวารหนักของซากสัตว์

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคแอนแทรกซ์

สำหรับปัจจัยความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแอนแทรก มักจะเป็นคนในกลุ่มที่ทำงานเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโรค และ กลุ่มคนที่นินมกินอาหารดิบ โดยกลุ่มคนที่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคแอนแทรกซ์

สล็อต

กลุ่มคนที่นิยมกินเนื้อสัตว์ดิบ เช่น ก้อยดิบ ลาบดิบ เป็นต้น
ผู้ที่ทำงานในปศุสัตว์ เลี้ยงสัตว์กลุ่มกินหญ้า
ผู้ทำงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับสัตว์กินหญ้าเช่น หนัง ขน กระดูก (ในสหรัฐอเมริกามีรายงานติดต่อจากการตีกลองที่ทำจากหนังสัตว์ที่ติดเชื้อนี้)
ผู้ทำงานในห้องปฏิบัติการที่ศึกษาเกี่ยวกับเชื้อนี้
เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ในประเทศที่มีการก่อการร้าย
สัตวแพทย์ที่ดูแลสัตว์กลุ่มนี้
ทหารที่ทำสงครามกับประเทศที่ใช้อาวุธชีวภาพ
ผู้ฉีด (เข้ากล้ามเนื้อ) สารเสพติดผิดกฏหมาย
อาการของโรคแอนแทรกซ์

สำหรับโรคแอนแทรกซ์ จะมีการแสดงอาการ แบ่งได้ 3 อาการ คือ โรคแอนแทรกซ์ที่ผิวหนัง โรคแอนแทรกซ์ที่ทางเดินหายใจ โรคแอนแทรกซ์ที่ทางเดินอาหาร

โรคแอนแทรกซ์ที่ผิวหนัง ผู้ป่วยจะมีตุ่มนํ้าใส แต่หลังจากนั้น 2 – 6 วัน ตุ่มจะยุบตรงกลาง และแผลจะเป็นสีดำเหมือนโดนบุหรี่จี้ มักไม่ปวดแผล
โรคแอนแทรกซ์ที่ระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดเมื่อย มีอาการไอ เจ็บที่หน้าอก หายใจมีเสียงดัง หายใจลำบาก เหงื่อออกมาก และตัวจะเขียว ทำให้เสียชีวิตในที่สุด
โรคแอนแทรกซ์ที่ระบบทางเดินอาหาร พบว่าผู้ป่วยจะเกิดการอักเสบที่ลำไส้ และตัวบวมทำให้เลือดไปอุดตันระบบทางเดินอาหาร มีน้ำในช่องท้องมาก อาจทำให้เกิดอาการเลือดเป็นพิษ ช็อก และเสียชีวิตในที่สุด
อาการแทรกซ้อนของโรคแอนแทรกซ์

สล็อตออนไลน์

อาจพบติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง ซึ่งจะเกิดลักษณะความผิดปรกติจากสมอง เช่น ปวดหัว สับสน กระวนกระวาย เอะอะอาละวาด จนกระทั่งซึมหมดสติ เป็นต้น

การรักษาโรคแอนแทรกซ์

เราสามารถรักษาโรคแอนแทรกซ์ โดยการให้ยาเพนิซิลลิน (Penicillin) เตตราซัยคลิน (Tetracycline), อีริโทรมัยซิน(Erythromycin) และคลอแรมเฟนิคอล (Chloramphenicol) ก็ให้ผลดีเช่นกัน ในปี พ.ศ. 2544 พบว่ามีการใช้ยาซิโปรฟล็อกซาซิน (Ciprofl oxacin) ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพที่ระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วยแอนแทรกซ์ แต่ไม่มีผลการศึกษาชัดเจนว่าได้ผลดี

การให้ยาปฏิชีวนะ จะได้ผลดีกว่าเมื่อเริ่มให้ยาตั้งแต่รู้ว่าสัมผัสโรคโดยยังไม่เกิดอาการเรียกว่าเป็นการรักษาแบบป้องกัน แต่เมื่อมีอาการแล้วการรักษาได้ผลไม่ดีเท่าที่ควรและผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง ซึ่งยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาโรคนี้มีหลายตัว โดยการรักษาอาจใช้ยาฯเพียงตัวเดียวหรือหลายตัวร่วมกันทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของโรคเช่น ยา Cyprofloxacin, Doxycycline, Erythromycin, Penicillin
การรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำกรณีกินอาหารได้น้อย การให้ออกซิเจนกรณีมีอาการทางการหายใจ การให้เลือดถ้ามีภาวะซีดจากเลือดออกมาก รวมไปถึงการให้ยาแก้อักเสบในกลุ่มสเตียรอยด์
ในปัจจุบันได้มีการศึกษานำยาที่เป็นสารภูมิต้านทาน (Monoclonal antibody therapy) เช่น ยา Raxibacumab มาใช้ทั้งในการป้องกันและในการรักษาการติดเชื้อแอนแทรกจากการสูดดม ซึ่งได้ผลดีในระดับหนึ่ง

jumboslot

การป้องกันโรคแอนแทรกซ์

หากพบว่าสัตว์ที่เลี้ยงไว้ เช่น วัว ควายติดเชื้อแอนแทรกซ์ ให้เผาทำลายซากสัตว์อย่าให้เชื้อโรคแพร่กระจาย
ฉีดวัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์ให้แก่สัตว์เลี้ยง ทุกปี
รักษาสุขอนามัยในการทำอาหาร โรงงานขนสัตว์ และ อาหารสัตว์
เชื้อโรคชนิดนี้ไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ ดังนั้น การการรักษาและดูแลผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องแยกผู้ป่วย นอกจากจะสงสัยว่าอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกันนี้อาจมีเชื้อโรคจึงจะป้องกัน เมื่อผู้ป่วยเสียชีวิตลง ต้องระวังการแพร่เชื้อจากศพ

การวินิจฉัยโรคแอนแทรกซ์
แพทย์จะสอบถามถึงอาการที่พบตลอดจนกิจกรรมหรืองานที่ทำซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อชนิดนี้ และเริ่มด้วยการตรวจแยกโรคชนิดอื่นที่มักพบว่าเป็นสาเหตุของอาการดังกล่าวได้บ่อยกว่า เช่น โรคหวัดหรือโรคปอดบวม โดยอาจใช้การทดสอบการติดเชื้อหวัดอย่างรวดเร็วเพื่อวินิจฉัยสาเหตุของอาการคล้ายหวัดที่เกิดขึ้น และเมื่อใช้การทดสอบโรคอื่น ๆ แล้วพบว่าไม่ใช่สาเหตุของอาการที่เกิดขึ้น จึงใช้การทดสอบที่เฉพาะเจาะจงสำหรับโรคแอนแทรกซ์ เช่น

การตรวจผิวหนัง โดยการเก็บตัวอย่างจากแผลหรือเนื้อเยื่อเล็ก ๆ บนผิวหนังบริเวณที่สงสัยว่าจะเกิดการติดเชื้อเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การตรวจเลือด เป็นการเจาะเลือดส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อแบคทีเรียในเลือด
การตรวจเอกซเรย์หรือทำคอมพิวเตอร์สแกนปอด ซึ่งเป็นวิธีวินิจฉัยการติดเชื้อแอนแทรกซ์ที่ระบบทางเดินหายใจ
การเก็บตัวอย่างเสมหะหรือสารคัดหลั่งในทางเดินหายใจ เป็นอีกวิธีที่แพทย์อาจนำมาใช้ตรวจหาการติดเชื้อแอนแทรกซ์บริเวณระบบทางเดินหายใจ
การตรวจอุจจาระ การวินิจฉัยการติดเชื้อที่ระบบทางเดินอาหารอาจใช้การตรวจหาเชื้อแบคทีเรียในอุจจาระ
การเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง แพทย์จะใช้เข็มสอดเข้าไปยังไขสันหลังของผู้ป่วยเพื่อเก็บน้ำไขสันหลังออกมาส่งตรวจ โดยวิธีนี้เป็นการวินิจฉัยเพื่อยืนยันภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากโรคแอนแทรกซ์
การรักษาโรคแอนแทรกซ์
เมื่อคาดว่ามีการสัมผัสกับเชื้อโรคแอนแทรกซ์ แพทย์จะป้องกันการติดเชื้อด้วยการให้ยาปฏิชีวนะ เช่น ยาไซโปรฟลอกซาซิน (Ciprofloxacin) หรือดอกซีไซคลีน (Doxycycline) เป็นเวลานานกว่า 60 วัน โดยผู้ที่เผชิญกับเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคหรือติดเชื้อแล้วจะได้รับการรักษาแตกต่างกันดังนี้

slot

ผู้ที่ติดเชื้อโรคแอนแทรกซ์ การติดเชื้อแอนแทรกซ์ที่เกิดขึ้นแล้วนั้นจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะโดยเร็วที่สุด ควบคู่ไปกับการรักษาที่แตกต่างกันไปตามบริเวณที่ติดเชื้อ เช่นในกรณีที่เป็นการติดเชื้อบริเวณระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยอาจต้องได้รับการฉีดยาต้านพิษหรือแอนติทอกซิน (Antitoxin) โอบิลท็อกซาซิแมบ (Antitoxin Obiltoxaximab) ร่วมกับยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม หรือบางรายต้องให้การรักษาด้วยการประคับประคองอาการในโรงพยาบาล โดยยิ่งเริ่มรักษาเร็วเท่าไรก็ยิ่งให้ผลดีต่อผู้ป่วย การรักษาก่อนเริ่มแสดงอาการจะช่วยลดความรุนแรงของการติดเชื้อและลดโอกาสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคได้

ผู้ที่สัมผัสเชื้อแต่ยังไม่ติดโรค เช่นเดียวกับผู้ที่ติดเชื้อแล้ว ผู้ที่สงสัยว่าจะมีการสัมผัสกับโรคแอนแทรกซ์จะได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ เพิ่มเติมด้วยการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อจำนวน 3 ครั้ง ทั้งนี้ แม้ไม่ใช่ทุกคนที่สัมผัสเชื้อแล้วจะเกิดการติดเชื้อ แต่เพื่อความปลอดภัยจึงควรป้องกันไว้ก่อน เพราะไม่อาจรู้ได้ว่าการสัมผัสครั้งนั้นจะทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้นหรือไม่ ผู้ที่สงสัยว่าตนเองอาจเผชิญกับเชื้อโรคแอนแทรกซ์ให้รีบไปพบแพทย์ทันที อย่ารับประทานยาปฏิชีวนะเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

ภาวะแทรกซ้อนของโรคแอนแทรกซ์

ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงที่สุดของการติดเชื้อโรคแอนแทรกซ์ที่เกิดขึ้นได้ คือการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง ซึ่งจะนำไปสู่การมีเลือดออกมากในสมองและถึงแก่ชีวิตในที่สุด

การป้องกันโรคแอนแทรกซ์

โรคแอนแทรกซ์ไม่สามารถติดต่อจากคนไปสู่คนได้ จึงไม่จำเป็นต้องแยกผู้ป่วย ส่วนการป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อนั้นก็มีวัคซีนสำหรับฉีดป้องกัน แต่ไม่ใช่วัคซีนที่สามารถฉีดได้โดยทั่วไป เนื่องจากการติดเชื้อในคนกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับเชื้อแอนแทรกซ์นั้นมีความเสี่ยงน้อย

ดังนั้น วัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์จึงฉีดให้กับผู้ที่คาดว่ามีการสัมผัสเชื้อหรือบุคคลเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง เช่น ทหาร ผู้ที่ทำงานใกล้ชิดหรือสัมผัสกับวัตถุดิบจากสัตว์ เจ้าหน้าที่ในห้องปฏิบัติการ หรือนักวิทยาศาสตร์ โดยหลังจากได้รับการฉีด 2 ครั้ง วัคซีนจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้ประมาณ 91 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีวัคซีนฉีดป้องกันสัตว์ไม่ให้ติดเชื้อแอนแทรกซ์และแพร่มาสู่คนเช่นกัน ซึ่งจะฉีดในแหล่งที่มีการแพร่ระบาดของโลก