โรคต่างๆ

การรักษาโรคตาเหล่

ตาเหล่ ภาษาทางการแพทย์ เรียก Strabismus คือ ภาวะตาข้างใดข้างหนึ่งมีอาการผิดปกติ โดยไม่ได้มีจุดโฟกัสในการมองเห็นเป็นจุดเดียว ภาวะลูกตาทั้ง 2 ข้างไม่ขนานกัน และการทำงานของดวงตาเมื่อมองวัตถุไม่ประสานกัน โดยผู้ป่วยจะใช้เพียงตาข้างที่ปกติในการมองวัตถุ และในส่วนของดวงตาข้างที่เหล่ อาจเบนเข้าด้านในห ด้านนอก ขึ้นบน หรือ ลงล่าง ก็ได้

เครดิตฟรี

ตาเหล่เทียม ( Pseudostrabismus ) คือ ภาวะตาเหล่ที่พบในเด็กเสียเป็นส่วนมาก เนื่องจากสันจมูกยังโตไม่เต็มที่และบริเวณหัวตากว้าง ( Epicanthus ) จึงทำให้ลักษณะเหมือนกับตาเหล่ แต่เมื่อร่างกายเจริญเติบดตเต็มีที่ตาเหล่จะหายเอง

ชนิดของอาการตาเหล่

โรคตาเหล่สามารถแบ่งได้ 5 ชนิด มีรายละเอียด ดังนี้

ตาหนึ่งอยู่ตรงกลาง แต่อีกตาเฉออก
ตาข้างหนึ่งอยู่ตรงกลาง แต่ตาอีกข้างกลับหมุนเข้าใน
ตาหนึ่งอยู่ตรงกลาง อีกข้างหนึ่งกลอกออกมาทางหางตาหรือออกนอก
ตาเหล่ขึ้นบน
ตาเหล่ลงล่าง
ปัญหาของอาการตาเหล่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งผลเสียของอาการตาเหล่ ประกอบด้วย

เสียบุคลิกภาพ สิ่งที่ทำให้เห็นได้ชัดของการตาเหล่ คือ ภาพดวงตาดำที่ผิดปรกติ ดูไม่สวยงาม ส่วนมากคนตาเหล่จะรู้สึกเหมือนเป็นปมด้อย มักไม่ค่อยสู้หน้าคน สิ่งนี้จะเปิดการปั่นทอนจิตใจอย่างช้าๆโดยไม่รู้ตัว
การเกิดบุคลิกภาพที่ผิดจากบุคคลทั่วไป โดยคนตาเหล่จะมีโฟกัสภาพที่ไม่ปรกติก ในคนตาเหล่จะใช้การหันหน้าเอียงคอ เพื่อชดเชยความผิดปกติ ซึ่งสิ่งนี้จะยิ่งทำให้บุคลิกผิดไปจากคนทั่วไป
ความสามารในการมองเห็นน้อยกว่าคนตาปกติ เนื่องจากตาทั้ง 2 ข้างไม่ทำงานร่วมกันหรือเรียกว่าต่างคนต่างทำ ต้องใช้ตาข้างเดียวเป็นหลัก จึงมองวัตถุเล็ก ๆ ไม่เป็นภาพ 3 มิติ ทำให้ทำงานที่ละเอียดได้ไม่ดีนัก เช่น งานเย็บปักถักร้อยหรืองานฝีมือต่าง ๆ เพราะอย่าลืมว่าการมองเห็นที่ดีที่สุดคือต้องมองเห็นภาพเป็น 3 มิติในวัตถุขนาดเล็ก ๆ ได้ ซึ่งจะต้องอาศัยตาที่เห็นชัดทั้ง 2 ข้าง และทำงานประสานสอดคล้องกันเสมอ
เกิดภาวะตาขี้เกียจ เรียก Amblyopia ถากปล่อยทิ้งไว้ดดยไม่แก้ไข อาจถึงขั้นตาบอดได้
สาเหตุของการเกิดโรคตาเหล่

สล็อต

สำหรับการเกิดโรคตาเหล่นั้นเกิดจากหลายปัจจัย อาจเกิดจากกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงในเด็ก ซึ่งบางคนอาจเกิดเป็นมาตั้งแต่กำเนิด ส่วนในเด็กที่มีสายตาสั้นมากๆ ซึ่งสามารถสรุปสาเหตุของโรคตาเหล่ มีดังนี้

ภาวะทางพันธุ์กรรม โรคตาเหล่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมมได้
ความผิดปรกติของสายตาของผู้ป่วยเอง การใช้สายตาเพ่งบ่อยๆหรือกล้ามเนื้อตาขาดสมดุล สามารถทำให้เกิดตาเหล่ได้
ความผิดปรกติของกล้ามเนื้อตาข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้กล้ามเนื้อตาไม่สมดุล
ความผิดปรติของระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลต่อการควบคุมกล้ามเนื้อตา เช่น เนื้องอกในสมอง มะเร็งในส่วนศีรษะ มะเร็งส่วนลำคอ โรคเบาหวาน โรคต่อมไทรอยด์อักเสบ
ภาวะการเกิดโรคที่ส่งผลอันตรายต่ออาการตาเหล่ เช่น โรคเอเพิร์ท ( Apert Syndrome ) โรคสมองพิการ ( Cerebral Palsy: CP ) โรคหัดเยอรมันแต่กำเนิด ( Congenital Rubella ) เนื้องอกหลอดเลือดชนิดฮีแมงจิโอมา ( Hemangioma ) โรคอินคอนติเนนเทีย พิกเมนไท ซินโดรม ( Incontinentia Pigmenti Syndrome ) โรคพราเดอร์-วิลลี่ ซินโดรม ( Prader-Willi Syndrome ) โรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกคลอดก่อนกำหนด ( Retinopathy of Prematurity: ROP ) โรคมะเร็งจอตาในเด็ก ( Retinoblastoma ) เป็นต้น
การรักษาโรคตาเหล่

สำหรับแนวทางการรักษาโรคตาเหล่ สามารถทำได้ 2 วิธี คือ การใช้เครื่องมือร่วมกับการทำกายภาพบำบัด และ การผ่าตัด ซึ่งรายละเอียดของการรักษาทั้ง 2 วิธีนี้ มีดังนี้

การรักษาโดยใช้เครื่องมือทางการแพทย์และการทำกายภาพบำบัด เพื่อเป็นการปรับบุคลิกภาพและความสามารการมองเห็นให้เป็นปรกติให้ได้มากที่สุด เช่น การใส่แว่น การฝึกกล้ามเนื้อตา การฉีดนาที่กล้ามเนื้อ เป็นต้น รายละเอียดของการรักษาด้วยวิธีนี้ มีดังนี้
การให้แว่นสายตา ใช้รักษาในผู้ป่วยตาเหล่ที่มีสาเหตุมาจากสายตาผิดปกติ เช่น สายตายาวที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดตาเหล่เข้า หรือ สายตาสั้นที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดตาเหล่ออก
ให้แว่น prism ซึ่งช่วยหักเหแสงให้ตกลงพอดีที่จุดรับภาพที่จอตา
การฝึกกล้ามเนื้อตา

สล็อตออนไลน์

การรักษาด้วยยา เช่น การฉีดโบท็อกช์ (Botulinum Toxin) โดยฉีดที่กล้ามเนื้อตา ทำให้กล้ามเนื้อมัดนั้นอ่อนแรง มีฤทธิ์อยู่นานประมาณ 2-3 เดือน
การรักษาตาขี้เกียจ (Amblyopia) ในเด็กตาเหล่ที่มีภาวะตาขี้เกียจ จำเป็นต้องรีบให้การรักษาทันที และต้องรักษาก่อนที่จะผ่าตัดแก้ไขตาเหล่ และควรรักษาช่วงก่อนที่เด็กจะอายุมากกว่า 7 ปี ซึ่งเมื่อเด็กอายุมากกว่า 8-9 ปีขึ้นไปมักรักษาไม่ได้ผลแล้ว ตาข้างนั้นก็จะมัวอย่างถาวร การรักษาตาขี้เกียจทำโดยการปิดตาข้างที่ดี เพื่อกระตุ้นให้ตาข้างที่เป็นตาขี้เกียจได้ใช้งาน ควรปิดตาอย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมง จนกว่าสายตาทั้งสองข้างจะมองเห็นปกติแต่ละรายอาจใช้เวลาไม่เท่ากัน
การรักษาโดยการผ่าตัด แพทย์จะผ่าตัดกล้ามเนื้อตา เพื่อทำให้ตาตรง การรักษาด้วยการผ่าตัดควรเข้ารับการรักษาตั้งแต่เด็ก หากไม่ยอมรักษาตั้งแต่เด็ก ก็สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดแต่ประสิทธิภาพการมองเห็นจะไม่สามารถกลับมาปรกติ เหมือนการรักษาตั้งแต่เด็กได้
การดูแลผู้ป่วยตาเหล่หลังการผ่าตัด

หลังจากการผ่าตัดแพทย์จะปิดตาข้างที่ผ่าตัดไว้ 1 วัน จากนั้นก็สามารถเปิดใช้สายตาได้ตามปกติ แต่ในการนอนนั้นให้ใส่ที่ครอบตาเพื่อป้องกันการถูกกระทบกระเทือนในช่วงสัปดาห์แรก และไม่ควรให้น้ำเข้าตาเพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบหรือติดเชื้อได้

หลังจากการผ่าตักรักษาตาเหล่และผ่าช่วงของการดูแลในสัปดาห์แรก จะทำให้ตาดูตรงเป็นปกติ สวยงาม มีบุคลิกภาพที่ดีขึ้น
ประสิทธิภาพการมองเห็นของตาทั้ง 2 ข้างก็จะดีขึ้น

การป้องกันโรคตาเหล่

สำหรับการป้องกันนั้นป้องกันได้ยาก เนื่องจากปัจจัยการเกิดโรคควบคุมไม่ได้ การป้องกันตาเหล่ต้องเริ่มจากการป้องกันที่สาเหตุและหากพบว่ามีอาการตาเหล่ให้รีบรับการรักษาอย่างเร็ว ผู้ป่วยจึงจะมีโอกาสกลับมามีดวงตาที่มองเห็นได้ปกติ รวมทั้งการมองเห็นความลึกของสิ่งต่าง ๆ ก็จะดีขึ้น นอกจากนี้ ต้องดูแลสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรง เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคที่ทำให้เกิดอาการตาเหล่

โดยปกติแล้ว กล้ามเนื้อที่ติดกับดวงตาแต่ละข้างนั้นจะทำงานประสานกันเพื่อให้ดวงตาทั้ง 2 ข้างเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน หากกล้ามเนื้อของดวงตาแต่ละข้างไม่สามารถทำงานเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวให้ไปในทิศทางเดียวกันได้ ก็จะส่งผลให้เกิดการตาเหล่ รวมทั้งสมองอาจไม่สามารถรวมภาพที่ตาแต่ละข้างมองเห็นเข้าด้วยกันได้ ตาเหล่สามารถแบ่งประเภทได้ตามลักษณะหรือทิศทางการมองของดวงตา ดังนี้

jumboslot

ตาเขเข้าด้านใน (Esotropia) คือภาวะที่ดวงตาเคลื่อนเข้ามาด้านในบริเวณสันจมูก บางครั้งอาจเรียกตาเหล่ลักษณะนี้ว่าตาขี้เกียจ (Amblyopia) ซึ่งพบได้ในเด็ก นอกจากนี้ ผู้ที่มีสายตายาวมากและใช้สายตาเพ่งมองสิ่งต่าง ๆ มักเกิดภาวะตาเขเข้าด้านในจากการเพ่ง (Accommodative Esotropia) ซึ่งเป็นลักษณะของดวงตาเคลื่อนเข้ามาหากัน เกิดจากการเพ่งมองสิ่งต่าง ๆ มากจนดวงตาเคลื่อนมาชนกัน ส่งผลให้สูญเสียการควบคุมการมองภาพแบบปกติด้วยตา 2 ข้าง (Binocular) และอาจนำไปสู่การเกิดตาเขเข้าด้านใน
ตาเขออกนอก (Exotropia) คือภาวะที่ดวงตาเคลื่อนมองออกด้านข้าง มักเกิดขึ้นตอนนอนหลับฝันกลางวันหรือเหนื่อยล้า โดยจะเกิดเป็นระยะ ๆ และเกิดถี่ขึ้นไปเรื่อย ๆ นอกจากนี้ หากดวงตาทั้ง 2 ข้างไม่สามารถทำงานประสานกันได้เมื่อต้องมองสิ่งที่อยู่ใกล้ ๆ โดยตาข้างใดข้างหนึ่งเบนออกนอกก่อน เรียกว่าภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนกำลัง (Convergence Insufficiency)
ตาเหล่ขึ้นบน (Hypertropia) และตาเหล่ลงล่าง (Hypotropia) ลักษณะตาเหล่ทั้ง 2 อย่างนี้เกิดจากการที่แกนสายตามองขึ้นบนหรือลงล่างอยู่ตลอดเวลา โดยเรียกลักษณะของตาเหล่ตามทิศทางที่ดวงตาถูกตรึงให้มอง จัดเป็นอาการตาเหล่ที่พบได้น้อยกว่าตาเหล่แบบมองออกข้างหรือเคลื่อนมาชนกัน มักเกิดกับเด็กโตหรือผู้ใหญ่แล้ว อาการตาเหล่ลักษณะนี้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งของศีรษะ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากอาการอัมพาตของกล้ามเนื้อตา Superior Oblique

สาเหตุของตาเหล่ที่เกิดในเด็ก ส่วนใหญ่แล้ว สาเหตุของตาเหล่ที่เกิดกับเด็กยังไม่ปรากฏชัดเจน เด็กที่ตาเหล่เกินครึ่งหลายรายมักเกิดภาวะดังกล่าวหลังจากเกิด โดยจะเป็นแค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเรียกว่าภาวะตาเขแต่กำเนิด (Congenital Strabismus) และภาวะนี้จะส่งผลต่อการควบคุมกล้ามเนื้อดวงตา ไม่กระทบต่อการมองเห็น

อย่างไรก็ตาม ยังปรากฏโรคอันตรายอื่น ๆ ที่เด็กมีอาการตาเหล่ได้ ดังนี้

โรคเอเพิร์ท (Apert Syndrome)
โรคสมองพิการ (Cerebral Palsy: CP)
โรคหัดเยอรมันแต่กำเนิด (Congenital Rubella)
เนื้องอกหลอดเลือดชนิดฮีแมงจิโอมา (Hemangioma) หรือปานแดง หากเกิดเนื้องอกชนิดนี้ใกล้บริเวณดวงตาขณะที่เป็นทารก
โรคอินคอนติเนนเทีย พิกเมนไท ซินโดรม (Incontinentia Pigmenti Syndrome) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมโรคหนึ่งที่ส่งผลต่อผิวหนัง เส้นผม ฟัน เล็บ และระบบประสาท
กลุ่มอาการนูแนน (Noonan Syndrome)
โรคพราเดอร์-วิลลี่ ซินโดรม (Prader-Willi Syndrome)
โรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกคลอดก่อนกำหนด (Retinopathy of Prematurity: ROP) หรือภาวะอาร์โอพี
โรคมะเร็งจอตาในเด็ก (Retinoblastoma)
โรคสมองได้รับบาดเจ็บจากการกระแทกหรืออุบัติเหตุ (Traumatic Brain Injury)
โครโมโซมคู่ที่ 18 เกินมา 1 โครโมโซม (Trisomy 18)
สาเหตุตาเหล่ที่เกิดในผู้ใหญ่ ผู่ใหญ่ที่ตาเหล่อาจเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้

ภาวะสมองขาดเลือดไปเลี้ยง (Stroke) จัดเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดตาเหล่ในผู้ใหญ่
สมองได้รับบาดเจ็บจากการกระแทกหรืออุบัติเหตุ ทำให้เส้นประสาทออคิวโลมอเตอร์ (Oculomotor) ได้รับความเสียหาย หรือได้รับการกระทบกระเทือนที่กล้ามเนื้อบริเวณเบ้าตาโดยตรง
ภาวะสูญเสียการมองเห็นจากโรคเกี่ยวกับตาหรือได้รับบาดเจ็บที่ดวงตา
เนื้องอกที่ตาหรือในสมอง
โรคคอพอกตาโปนหรือโรคเกรฟส์ (Graves’ Disease) ที่อาจพบได้ทั่วไป
โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและระบบประสาท จัดเป็นสาเหตุที่พบได้ทั่วไป
โรคโบทูลิซึม (Botulism)
กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barré Syndrome: GBS)
ได้รับสารพิษบางประเภท
เบาหวาน
การวินิจฉัยตาเหล่

[NPC5]
เด็กเล็กที่เกิดอาการตาเหล่จะได้รับการตรวจเพื่อวินิจฉัย โดยแพทย์จะตรวจดวงตาของเด็กว่ามองไปยังสิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งในทิศทางเดียวกันหรือไม่ ทั้งนี้ แพทย์อาจปิดตาเด็กทีละข้างและให้มองของสิ่งหนึ่ง เพื่อดูว่าดวงตาข้างใดที่เบนเข้าหรือเบนออกและเบนมากน้อยเพียงใด โดยการตรวจนี้ยังช่วยวินิจฉัยอาการตาขี้เกียจซึ่งอาจเกิดขึ้นร่วมกับตาเหล่ด้วย โดยทั่วไปแล้ว การตรวจตาเด็กเล็กมักทำตอนที่เด็กอายุ 3-5 ปี หรืออาจเร็วกว่านั้นสำหรับเด็กบางราย อย่างไรก็ตาม หากพบว่าเด็กมีความผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็น ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ ก็สามารถพาไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจได้

นอกจากนี้ การตรวจตาเพื่อวินิจฉัยตาเหล่ยังประกอบด้วยการตรวจต่าง ๆ ดังนี้

การตรวจรีเฟลกซ์กระจกตาโดยฉายไฟ (Corneal Light Reflex) วิธีนี้จะช่วยตรวจลักษณะตาเข
การวัดสายตา (Visual Acuity) แพทย์จะตรวจวัดสายตาเพื่อดูว่าผู้ป่วยสามารถมองเห็นหรืออ่านข้อความในระยะใดได้ดีกว่า
การปิดและเปิดตาทีละข้าง (Cover/Uncover Test) แพทย์จะปิดตาผู้ป่วยทีละข้างแล้วให้มองสิ่งต่าง ๆ วิธีนี้จะตรวจดูการเคลื่อนไหวและการเบนออกของดวงตาแต่ละข้าง
การตรวจจอประสาทตา วิธีนี้จะช่วยตรวจจอประสาทตาของผู้ป่วย
หากผู้ป่วยมีอาการเจ็บป่วยหรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เกิดขึ้นร่วมกับตาเหล่ แพทย์อาจทำการตรวจสมองและระบบประสาทเพื่อวินิจฉัยโรคอื่นด้วย เช่น ผู้ป่วยได้รับการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคสมองพิการหรือกลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร

อาการตาเหล่ที่เกิดกับเด็กก่อนวัยเข้าเรียนนั้น ย่อมส่งผลให้คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของเด็กนั้นแย่ลง งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าเด็กที่เสี่ยงเป็นตาเหล่จะเกิดปัญหากับสภาวะทางจิตใจเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ อีกทั้งส่งผลต่อสัมพันธภาพกับผู้คนในสังคมและโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิต นอกจากนี้ ผู้ที่เกิดอาการตาเหล่แล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี หรือได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดนั้น สามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้ ดังนี้

ตาขี้เกียจ เด็กที่เกิดตาเหล่และไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีอาจนำไปสู่อาการตาขี้เกียจได้ เนื่องจากดวงตาทั้ง 2 ข้างทำงานไม่ประสานกัน ส่งผลให้ภาพที่ปรากฏบนจอตาทั้ง 2 ข้างไม่สอดคล้องกัน สมองจะไม่รับและแปรผลข้อมูลจากภาพของตาข้างที่อ่อนแอกว่า จนนำไปสู่ภาวะตาขี้เกียจ
ค่าสายตาน้อยหรือมากเกินปกติ การผ่าตัดรักษาตาเหล่ช่วงแรกอาจทำให้เกิดการปรับแก้ค่าสายตาที่น้อยกว่าหรือมากกว่าค่าสายตาปกติได้ ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องมารับการผ่าตัดอีกครั้ง
กล้ามเนื้อดวงตาทำงานหนักเกินไป กล้ามเนื้ออินฟีเรียร์ ออบลีก (Inferior Oblique) ซึ่งอยู่บริเวณขอบหน้าของเบ้าตาอาจทำงานหนักเกินไปหลังผ่าตัด มักเกิดขึ้นเมื่ออายุประมาณ 2 ปี ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องรับการผ่าตัดอีกแม้ว่าการผ่าตัดครั้งแรกจะได้ผลดีแล้วก็ตาม
ภาวะตาเขออกร่วมกับตาหมุน (Dissociated Vertical Deviation: DVD) หลังจากผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดรักษาตาเหล่ครั้งแรกเป็นเวลาหลายปี สามารถเกิดภาวะตาเขออกร่วมกับตาหมุนหรือภาวะ DVD ได้ โดยตาจะเหล่ขึ้นบนและเขออกเมื่อเหม่อลอย หรือไม่ได้ตั้งใจมองสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และอาจต้องผ่าตัดหากต้องการความสวยงาม
การป้องกันตาเหล่

นอกจากนี้ สำหรับตาเหล่ที่เกิดจากปัญหาสุขภาพอื่น ๆ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาทัน อาจช่วยให้หายได้เร็วขึ้น ซึ่งผู้ป่วยอาจปรึกษาแพทย์เพื่อขอข้อมูลและทางเลือกในการรักษาอื่น ๆ ที่เหมาะกับการอาการป่วยของตนเอง