โรคต่างๆ

การรักษาโรคฝีดาษ

โรคฝีดาษ เกิดขึ้นครั้งแรงใน ปี พ.ศ. 2301 และ สำหรับประเทศไทยมีการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชีวิตคนไทยเสียชีวิตจากโรคฝีดาษมากกว่า 15,000 คน โรคฝีดาษถือเป็นโรคติดต่อร้ายแรง หากพบการติดเชื้อต้องมีการแจ้งความต่อหน่วยงานสาธารณสุข แต่ในปัจจุบันโรคนี้สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคได้

เครดิตฟรี

สาเหตุของการเกิดโรคฝีดาษ

โรคฝีดาษเกิดจากร่างกายติดเชื้อเชื้อไวรัสวาริโอลา ( Variola Virus ) ซึ่งไวรัสขนิดนี้สามารถติดต่อจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของคนที่มีเชื้อโรค ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนั้น กลุ่มเสี่ยงต่างๆ เช่น คนใกล้ชิดกับผู้ป่วย การหายใจ สััมผัสละอองสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อการใช้เครื่องนอน เสื้อผ้า หรือผ้าเช็ดตัวร่วมกับผู้ป่วย ล้วนเป็นความเสี่ยงในการติดเชื้อทั้งสิ้น

อาการโรคฝีดาษ

สำหรับโรคฝีดาษ มีระยะฟักตัว 5 – 17 วัน และเริ่มมีผื่นขึ้น 14 วัน หลังจากนั้นจึงจะเห็นอาการของโรคอย่างชัดเจน ลักษณะของอาการจะมีอาการปวดหัว ปวดหลัง ปวดเมื่อยตามตัว มีไข้สูง และหากเกิดในในเด็กจะมีอาการอาเจียน อาการชัก และหมดสติ ด้วย หลังจากนั้นผู้ป่วยโรคฝีดาษมีผื่นแดงแขนและขา ทั่วทั้งตัว โดยจะมีอาการคันมากและผื่นจะกลายเป็นตุ่มขึ้นที่ผิวหนัง จากนั้นแผลจะแห้งและเป็นสะเก็ดใน 2 สัปดาห์ต่อมา ระยะของการเกิดโรคฝีดาษจะแบ่งได้ 3 ระยะ คือ ระยะเริ่มแรก ระยะออกผื่น และ ระยะการติดต่อของโรค ซึ่งแต่ละระยะจะแสดงอาการต่างๆ มีดังนี้

ฝีดาษระยะเริ่มแรก อาการในระยะนี้ คือ ปวดศีรษะ ปวดหลัง ปวดตามกล้ามเนื้อแขนขา ไข้ขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ในเด็กจะมีอาเจียน ชัก และหมดสติ หลังจากนั้นบางรายอาจมีอาการผื่นแดงขึ้นใน 2 วันแรกโดยผื่นขึ้นบริเวณแขนหรือขา
ฝีดาษระยะออกผื่น หลังจากมีไข้สูงและแสดงอาการในระยะเริ่มแรกประมาณ 3 ผู้ป่วยจะแสดงอาการผื่นขึ้น ซึ่งผื่นจะเริ่มขึ้นที่หน้า และจะลามไปที่แขน หลัง และขา หลังจากนั้นผื่นจะขึ้นเต็มที่ภายในเวลา 2 วัน และผื่นจะกลายเป็นตุ่มน้ำใส ในวันที่ 5 ตุ่มน้ำใสจะขุ่น ในวันที่ 8 ผื่นจะเริ่มแห้ง และกลายเป็นสะเก็ดในวันที่ 12 ถึง 13 ของการเกิดโรค
ฝีดาษระยะติดต่อ การติดต่อของโรคสามารถเกิดได้ตั้งแต่ช่วยสัปดาห์แรกจนถึงระยะแผลแห้งเป็นสะเก็ด
การรักษาโรคฝีดาษ

สล็อต

แนวทางการรักษาโรคฝีดาษ ปัจจุบันนี้ยังยารักาาโรคได้โดยเฉพาะเจาะจง แต่สามารถหายเองได้ ซึ่งแนวทางการรักษาจะใช้การประคับประครองตามอาการของโรค ป้องกันอาการแทรกซ้อนต่างๆที่จะทำให้อาการของโรครุนแรงมากขึ้น หากพบมีผู้ป่วยโรคฝีดาษต้องแยกผู้ป่วยออกจากคนอื่น ให้ผู้ป่วยพักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำมากๆ รักษาความสะอาดให้มากที่สุด อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะไม่มียารักษาโรคแต่มีวัคซีนในการป้องกันโรค

ภาวะแทรกซ้อนของโรคฝีดาษ

สำหรับโรคฝีดาษนั้นลักษณะอาการ คือ การติดเชื้อโรคและเกิดแผลตามร่างกาย ซึ่งในช่วงเวลานี้ผู้ป่วยจะมีร่างกายที่อ่อนแอและเกิดแผลที่ร่างกาย จึงเป็นช่องทางในการติดเชื้ออื่นๆร่วม ซึ่งเป็นอันตรายจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆได้ ลักษณะของอาการแทรกซ้อนของโรคต่างๆ มีดังนี้

ภาวะแทรกซ้อนทางผิวหนัง อาจจะเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม เมื่อหายแล้วจะมีแผลลึก
ภาวะแทรกซ้อนที่ระบบทางเดินหายใจ เกิดการอักเสบที่กล่องเสียง ทำให้กล่องเสียงบวม เกิดปอดบวมได้บ่อย
ภาวะแทรกซ้อนที่กระดูก เกิดการอักเสบของกระดูกจากเชื้อไวรัสได้บ่อย มักพบในวันที่10-12 ของโรค ในเด็กมักจะเป็นรุนแรงและมีการทำลายของกระดูกและข้อ
ภาวะแทรกซ้อนที่ตา เกิดเยื่อบุตาอักเสบ และการบวมของหนังตา
ภาวะแทรกซ้อนที่ระบบประสาทส่วนกลาง เกิดการอักเสบของสมองในระยะท้ายของโรค
การป้องกันโรคฝีดาษ

แนวทางการป้องกันโรคฝีดาษ ปัจจุบัน สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรค ซี่งหลังการฉีดวัคซีนป้องกันโรคร่างกายจะสร้างภูมิต้านทางโรคและอยู่ได้ 3 – 5 ปี หากได้รับการกระตุ้นภูมิคุ้มกันจะอยู่นานขึ้น การปลูกฝีจะใช้เข็มซึ่งมีเชื้อโรคอยู่ ทำให้ผิวหนังเกิดแผลเชื้อจะเข้าสู่แผล

สล็อตออนไลน์

การวินิจฉัยโรคฝีดาษ

หลังจากได้รับเชื้อแล้ว เมื่ออยู่ในระยะฟักตัว จะไม่มีอาการใด ๆ แสดงให้เห็น แต่จะเริ่มเห็นความผิดปกติได้เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ระยะแสดงอาการ โดยแพทย์จะทำการซักประวัติ และตรวจร่างกายภายนอก จากนั้นจะเก็บตัวอย่างเลือด ของเหลวจากตุ่มน้ำ เนื้อเยื่อบริเวณที่มีผื่นขึ้น และเสมหะในคอไปเพาะเชื้อ หรือทำการตรวจหารอยโรค หากพบว่าผู้ป่วยมีเชื้อไวรัสวาริโอลาในร่างกาย แพทย์จะรีบทำการรักษาทันที เพื่อไม่ให้อาการยิ่งรุนแรงขึ้น และจะต้องรีบแจ้งไปยังหน่วยงานสาธารณสุข เพราะถือเป็นเหตุการณ์ฉุกเฉินและร้ายแรงที่ต้องมีการรับมืออย่างเร่งด่วน

การรักษาโรคฝีดาษ

เนื่องจากในปัจจุบันโรคนี้ถูกกำจัดไปจนหมดแล้ว การรักษาจึงถูกจำกัดและใช้ในกรณีที่มีการติดเชื้อในผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเชื้อโดยตรง ซึ่งในการรักษาจะทำการรักษาตามอาการ และป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเกิดภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ ต้องแยกผู้ป่วยออกจากคนปกติและผู้ป่วยคนอื่น ๆ เนื่องจากเชื้อสามารถติดต่อกันได้ง่าย นอกจากนี้ ในการรักษา แพทย์อาจสั่งใช้ยาต้านไวรัสร่วมด้วย และควบคุมอาการไม่ให้รุนแรงมากขึ้น ระยะเวลาในการรักษาจะกินเวลาไปจนกว่าแผลตกสะเก็ดจะหายหมด อีกทั้งยังควรให้ผู้ป่วยพักรักษาตัวในสถานที่ที่สะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนจากแบคทีเรีย รวมถึงควรระมัดระวังรอยโรคที่จะเกิดขึ้นบริเวณดวงตา เพราะหากเกิดแผลหรือตุ่มน้ำอาจถึงขั้นทำให้ตาบอดได้

หากได้รับการฉีดวัคซีนภายใน 3 วันหลังจากรับเชื้อจะช่วยป้องกันการเกิดโรคฝีดาษได้ แต่หากไม่ทัน การได้รับวัคซีนภายใน 4-7 วันก็อาจป้องกันการติดเชื้อได้บ้าง แต่หากป่วยเป็นโรคฝีดาษก็จะไม่รุนแรงเหมือนคนที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน

ภาวะแทรกซ้อนของโรคฝีดาษ

มีเพียงน้อยรายที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่หายจากโรคนี้มักจะมีแผลเป็นที่ผิวหนัง ทว่าในผู้ป่วยบางรายก็เกิดภาวะแทรกซ้อนดังต่อไปนี้

jumboslot

โรคปอดบวม (Bronchopneumonia)
โรคข้ออักเสบ (Arthritis)
โรคกระดูกอักเสบ (Osteomyelitis)
หากเป็นผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะตั้งครรภ์ หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาการก็อาจรุนแรงมากจนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้ และหากเกิดตุ่มน้ำฝีดาษขึ้นที่บริเวณดวงตา ผู้ป่วยอาจเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้เช่นกัน

การป้องกันโรคฝีดาษ
เนื่องจากในปัจจุบันมีการประกาศว่าเชื้อไวรัสวาริโอลาได้ถูกกำจัดไปจนหมดสิ้นแล้ว จึงทำให้การป้องกันเหลือเพียงการเฝ้าระวังการระบาดที่อาจเกิดจากอาวุธชีวภาพ หรือการรั่วไหลของเชื้อจากห้องปฎิบัติการ แต่ก็ยังมีการฉีดวัคซีนป้องกันฝีดาษหรือการปลูกฝีดาษเพื่อป้องกันการติดเชื้อในกลุ่มคนที่ต้องทำงานกับเชื้อโดยตรง และคนในหน่วยทหารที่เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อจากอาวุธชีวภาพ

โรคฝีดาษพบการระบาดครั้งแรกในโลกเมื่อปี พ.ศ. 2301 สำหรับในประเทศไทย การระบาดครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งคร่าชีวิตคนไทยไปมากกว่า 15,000 คน และการระบาดครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2504 มีผู้ป่วยเสียชีวิต 5 คน โดยตลอดระยะเวลากว่า 200 ปีที่ผ่านมาองค์การอนามัยโลกได้ทำการกวาดล้างและป้องกันอย่างจริงจังจนอัตราการติดเชื้อลดลง เป็นผลให้พบการติดเชื้อตามธรรมชาติครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. 2520 และในปี พ.ศ. 2523 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศว่าโรคฝีดาษถูกกวาดล้างจนหมดแล้ว จึงหยุดการปลูกฝีเพื่อป้องกันโรคนับแต่เป็นต้นนั้นมา โรคฝีดาษถือเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่ต้องมีการแจ้งความต่อหน่วยงานสาธารณสุข โดยโรคนี้แบ่งเป็น 4 ชนิด แต่ที่มักพบในบ่อยในอดีต ได้แก่

วาริโอลา เมเจอร์ (Variola Major) เป็นโรคฝีดาษชนิดรุนแรง และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยส่วนใหญ่ ผู้ป่วยจะป่วยด้วยโรคฝีดาษชนิดนี้
วาริโอลา ไมเนอร์ (Variola Minor) เป็นโรคฝีดาษที่ไม่รุนแรง และพบได้น้อย มีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าชนิดแรก
ส่วนโรคฝีดาษอีก 2 ชนิด เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้น้อยในอดีต และไม่ค่อยเป็นที่รู้จักได้แก่ โรคฝีดาษชนิดมีเลือดออก (Hemorrhagic Smallpox) ซึ่งทำให้มีเลือดออกตามเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ กับฝีดาษชนิดผื่นไม่นูน (Malignant Smallpox) เป็นฝีดาษชนิดที่จะไม่มีผื่นหรือตุ่มน้ำนูนให้เห็น แต่ก็มีความรุนแรงเช่นเดียวกับฝีดาษอื่น ๆ

slot

ปัจจุบันยังคงมีตัวอย่างเชื้อไวรัสดังกล่าวที่เก็บไว้สำหรับการศึกษาและเฝ้าระวังการระบาดในอนาคต โดยถูกเก็บรักษาไว้ในห้องปฏิบัติการเพียงไม่กี่แห่งในโลก

อาการของโรคฝีดาษ

เมื่อได้รับเชื้อไวรัสวาริโอลาแล้ว เชื้อจะใช้เวลาฟักตัวประมาณ 7-17 วัน หลังจากนั้นจะก่อให้เกิดอาการต่าง ๆ ดังนี้

มีไข้สูง
รู้สึกไม่สบายตัว หนาวสั่น
ปวดศีรษะ
อ่อนเพลียอย่างรุนแรง
ปวดหลังอย่างรุนแรง
อาเจียน
อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเพียง 2-3 วันแล้วจึงทุเลาลง จากนั้นจะเริ่มมีผื่นสีแดงเรียบขึ้นที่บริเวณใบหน้า มือ และปลายแขน แล้วค่อย ๆ ลามไปที่ลำตัว ต่อมาผื่นสีแดงจะค่อย ๆ นูนขึ้นกลายเป็นตุ่มน้ำและตุ่มหนองตามลำดับ ซึ่งต้องใช้เวลาอีก 8-9 วันแผลจึงเริ่มตกสะเก็ด แล้วค่อย ๆ หลุด เหลือเพียงแผลเป็นในที่สุด ทว่าเชื้อมักจะสามารถแพร่กระจายได้ตั้งแต่เริ่มมีผื่นขึ้นจนกระทั่งสะเก็ดแผลหลุดร่วงไปจนหมด หากผู้ป่วยไม่มีอาการที่รุนแรง หรือภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายก็สามารถหายเป็นปกติได้ในเวลาประมาณ 4 สัปดาห์ และอาจมีเพียงแผลเป็นให้เห็น

สาเหตุของโรคฝีดาษ

โรคฝีดาษมีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสวาริโอลา (Variola Virus) ซึ่งเชื้อไวรัสดังกล่าวสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ผ่านทางการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย หรือหายใจเอาละอองสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อเข้าไปในร่างกาย นอกจากนี้การสัมผัสกับผื่นหรือตุ่มน้ำของผู้ป่วยตรง ๆ โดยไม่ป้องกัน และการใช้เครื่องนอน เสื้อผ้า หรือผ้าเช็ดตัวร่วมกับผู้ป่วยก็ทำให้ติดเชื้อได้