โรคต่างๆ

การรักษาโรครูมาตอยด์

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ( rheumatoid arthritis ) คือ ภาวะเยื่อหุ้มข้ออักเสบเรื้อรัง เป็นโรคในกลุ่มภูมิต้านตนเอง มีอาการอักเสบอย่างรุนแรงที่ข้อนิ้วมือ ข้อนิ้วเท้า หากไม่รักษาทำให้พิการได้ เนื่องจากเยื่อบุข้อเจริญงอกงามอย่างมาก จนลุกลามและทำลายกระดูก และ ข้อต่อในที่สุด โรคนี้มิได้เป็นแต่เฉพาะข้อเท่านั้น ยังอาจมีอาการทางระบบอื่น ๆ อีก เช่น ตา ประสาท กล้ามเนื้อ เป็นต้น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ พบมากในกลุ่มคนสองช่วงอายุ คือ ช่วงอายุ 20 ถึง 30 ปี ( พบมากในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ) และ 50 ถึง 60 ปี ( พบได้ในทั้งเพศชายและหญิงเท่าๆกัน)

เครดิตฟรี

สาเหตุของการเกิดโรครูมาตอยด์

สาเหตุของโรคการเกิดโรครูมาตอยด์ ในปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคที่แน่ชัดได้ แต่พบว่าร้อยละ 10 ของผู้ป่วยโรครูมาตอยด์เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม มีข้อสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการติดเชื้อบางชนิด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส นอกจากนี้ความผิดปรกติของฮอร์โมนในร่างกายก็อาจเป็นสาเหตุได้

อาการของโรครูมาตอยด์

สำหรับอาการป่วยของผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ จะแสดงอาการเริ่มต้นด้วยอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร จากนั้นจะปวดข้ออย่างรุนแรงจะตามมา โดยเฉพาะข้อเล็กๆ เช่น ข้อนิ้วมือ ข้อนิ้วเท้า รวมถึงมีอาการปวดที่ข้อกระดูกใหญ่ๆ เช่น ข้อเข่า ข้อสะโพก ซึ่งอาการปวดจะปวดในขณะที่ข้อกระดูกไม่ได้ใช้งาน เช่น ปวดกระดูกหลังตื่นอน ปวดกระดูกกลางดึก หรือ ปวดกระดูกขณะพักผ่อนอยู่เฉยๆ แม้กินยาแก้ปวดอาการปวดก็ไม่หาย

ลักษณะการผิดรูปร่างของข้อที่พบ มีหลายลักษณะแตกต่างกันตามจุดที่เกิด มีรายละเอียดดังนี้

หากเกิดที่ข้อนิ้วมือและข้อมือ จะมีการผิดรูป 3 แบบ คือ แบบรูปร่างคล้ายตัวหนังสือ Z เรียก Z deformity แบบคอห่าน เรียก Swan neck deformity และ แบบข้อนิ้วมือส่วนต้นงอเข้าหาฝ่ามือ เรียก Boutonniere deformity
การเกิดที่ข้อมือ จะทำให้ข้อมือขยับไม่ได้ และพังผืดจะเกิดรอบๆข้อ และไปกดทับเส้นประสาทส่วนปลาย ทำให้ปวดและชาที่มือและกล้ามเนื้อมือ
การเกิดที่ข้อเท้า และ ข้อนิ้วเท้า ทำให้พิการถึงขั้นเดินไม่ได้
การเกิดที่ข้อศอก จะทำให้ข้อศอกหด และ งอ ทำให้ยืดข้อศอกไม่ได้
การเกิดที่ข้อเข่า จะทำให้เข่าหดงอ ส่งผลกระทบต่อการเดิน
การเกิดทั้ข้อกระดูกสันหลังส่วนคอ อาจส่งผลให้กระดูกเลื่อนหลุด และไปกดเส้นประสาทส่วนปลาย ทำให้เกิดอาการปวดและชา แขนอ่อนแรง เป็นอัมพาตได้
การรักษาโรครูมาตอยด์

สล็อต

สำหรับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โรคนี้สามารถกลับมาเป็นอีกครั้งได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยต้องรับประทานยาอย่างต่อ และพบแพทย์เป็นระยะๆ โดยแนวทางการรักษาข้ออักเสบรูมาตอยด์ สามารถทำได้โดยการบรรเทาอาการของโรค ร่วมด้วยการผ่าตัดและการทำกายภาพบำบัดร่วม โดยรายละเอียดของการรักษาโรค มีดังนี้

การใช้ยารักษา เพื่อบรรเทาอาการของโรค เช่น การให้ยากลุ่มสเตียรอยด์ การให้ยาแก้อักเสบ และ การให้ยายับยั้งข้ออักเสบ
การทำกายภาพบำบัด เพื่อป้องกันกระดูกผิดรูป โดยวิธีการประคบร้อน แช่น้ำอุ่น ให้ผู้ป่วยขยับตัวให้มาก เพื่อป้องกันข้อแข็งและผิดรูป
การฝ่าตัด ทำเพื่อเลาะเยื่อบุข้อกระดูกที่การอักเสบ ผ่าตัดซ่อมแซมเชื่อมข้อติดกัน ผ่าตัดกระดูกปรับแนวข้อกระดูกให้ตรง หรือใส่ข้อเทียม แต่การผ่าตัดนั้นเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ เพื่อบรรเทาอาการของโรครูมาตอยด์ เท่านั้น
การป้องกันการเกิดโรครูมาดอยด์

เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคอย่างแน่ชัด การป้องกันจากสาเหตุของโรคจึงเป็นเรื่องยาก การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงจึงเป็นแนวทางการป้องกันโรคที่ดี แนวทางการป้องกันโรครูมาตอยด์ มีดังนี้

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
พักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่เกณฑ์มาตราฐาน
หลีกเลี่ยงความเสี่ยงกิจกรรมที่ทำลายข้อ เช่น ยกของหนัก กระโดด นั่งยองๆ เป็นต้น
ข้ออักเสบรูมาตอยด์ เยื่อหุ้มข้ออักเสบเรื้อรัง ทำให้นิ้วมือนิ้วเท้าผิดรูป ยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคที่ชัดเจน หากไม่รักษาทำให้พิการได้ สามารถรักษาได้ด้วยยา การผ่าตัด และ ทำกายภาพบำบัด

สล็อตออนไลน์

จะรับประทานอาหารอะไรได้บ้างที่ไม่มีผลทำให้อาการกำเริบ?

อาหารที่ไม่มีผลกระตุ้นให้เกิดอาการปวดข้อ ที่มีบทความต่างประเทศแนะนำไว้ ได้แก่

ข้าวกล้อง
ผลไม้ที่ผ่านความร้อน หรือทำแห้ง ได้แก่ เชอรี่ แครนเบอรี่ ลูกแพร์ ลูกพรุน (ยกเว้น ผลไม้ตระกูลส้ม กล้วยลูกพีช หรือมะเขือเทศ)
ผักสีเขียว เหลือง และส้ม ที่ผ่านความร้อน ได้แก่ หัวอาร์ติโช้ค หน่อไม้ฝรั่ง บร็อคโคลี่ ผักกาดแก้ว ผักโขม ถั่วฝักยาว มันเทศ มันสำปะหลัง และเผือก เป็นต้น
น้ำ ได้แก่ น้ำธรรมดา หรือ โซดา
เครื่องปรุงรส ได้แก่ เกลือปริมาณปานกลาง น้ำเชื่อมเมเปิ้ล และสารสกัดวานิลา

ควรหลีกเลี่ยงอาหารอะไรบ้าง?

อาหารที่มีผลกระตุ้นให้อาการกำเริบ คือ ผลิตภัณฑ์นมทุกชนิด ทั้งจากนมวัวและนมแพะข้าวโพด เนื้อสัตว์ทุกชนิด ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวราย ไข่ ผลไม้ตระกูลส้ม มันฝรั่ง มะเขือเทศ ถั่ว กาแฟ

อาหารอื่นที่อาจจะรับประทานได้ หรือควรจะหลีกเลี่ยงเพิ่มเติม มีอะไรบ้าง?

อาหารบางชนิดที่อาจจะกระตุ้นให้อาการกำเริบได้ในบางคน แต่ไม่กระตุ้นอาการในคนกลุ่มใหญ่ เช่น เครื่องดื่มอัลกอฮอล์ กล้วย ช็อกโกแล็ต มอลต์ ไนเตรต หอมใหญ่ ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง น้ำตาลอ้อย และเครื่องเทศบางชนิด

jumboslot

ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายมากขึ้น และหลายคนคงมีอาการปวดตามข้อเวลาออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาประเภทที่ต้องกระโดด หรือวิ่งมาก ๆ เป็นเวลานาน และอาจรู้สึกปวดตามข้อ หรือในเวลาที่อากาศเย็นขึ้น บุคคลประเภทนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่เป็นโรคข้ออักเสบ โรคข้ออักเสบ (Arhritis) เป็นชื่อเรียกโดยรวมของโรคกลุ่มนี้ซึ่งแยกออกมาได้กว่า 200 ชนิดที่พบบ่อยมีอยู่ 2 ชนิด คือ โรคข้อเสื่อมหรือข้ออักเสบเรื้อรัง (Osteoarthritis) และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือปวดข้อรูมาตอยด์ (The Rumatoid arthritis) ทั้ง 2 ชนิด มีสาเหตุของโรคต่างกันคือ โรคข้อเสื่อม เกิดจากความทรุดโทรมของกระดูกอ่อนที่หุ้มข้อกระดูกค่อย ๆ หายไป ทำให้ข้อกระดูกเสียดสีกันเวลาเคลื่อนไหว จนเกิดอาการข้อยึด ส่งผลให้ปวดบริเวณข้อ โดยเฉพาะเวลาอากาศเย็น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่สาเหตุที่พบบ่อยคือ เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติ เกิดการทำลายข้อต่อกระดูกของตนเอง

โรคนี่ยังสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัย โดยเฉพาะช่วยอายุระหว่าง 22 – 55 ปี และเพศหญิงมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคได้มากกว่าเพศชายถึง 3 เท่า ทั้งยังเป็นโรคเรื้อรัง ที่มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ไปตลอด แต่ในผู้ป่วยบางชนิดก็เป็นไปได้เช่นกัน ส่วนผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นโรคข้ออักเสบนั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าเกณฑ์ปกติ หรือแม้แต่นักกีฬาที่มีร่างกายแข็งแรงก็มีสิทธิ์เป็นได้นักกรีฑา นักวิ่ง นักกระโดดสูงล้วนอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เพราะจำเป็นต้องใช้ข้อต่อต่าง ๆ โดยเฉพาะที่หัวเข่าและข้อเท้ามากเป็นพิเศษ ในการวิ่งหรือกระโดด ทำให้เกิดแรงกดที่ข้อกระดูก เหมือนคนที่มีน้ำหนักมากเช่นกัน

slot

อาหารที่เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคนี้ ส่วนใหญ่แล้วแนะนำให้บริโภคอาหารลักษณะเดียวกับผู้ควบคุมน้ำหนัก ซึ่งเน้นเป็นอาหารไขมันต่ำ และเน้นให้ทานผักผลไม้เป็นหลัก เพราะคนอ้วนหรือคนที่ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบ แพทย์แนะนำให้พยายามควบคุมน้ำหนัก ควบคู่กับการรักษาโรคด้วยยา โดยเน้นไปที่อาหารกลุ่มธัญพืชที่มีการขัดสีน้อย เช่น ข้าวกล้อง แป้งไม่ขัดขาว และผักใบเขียวต่าง ๆ ที่เป็นแหล่งเบต้าแคโรทีน แคลเซียม โดเลต เหล็ก วิตามินซี ควรกินให้ได้ทุกวัน วันละนิดก็ได้ แต่ควรให้รับสม่ำเสมอ นอกจากอาหารควบคุมน้ำหนักต่าง ๆ แล้ว ผู้ป่วยโรคนี้ควรบริโภคปลาที่มีน้ำมันปลาด้วย เพราะมีหลักฐานว่า กรดไขมันโอเมก้า-3 ที่อยู่ในกฎไขมันไม่อิ่มตัวในปลา มีคุณสมบัติยับยั้งการอักเสบของข้อกระดูก จึงแนะนำให้บริโภคเฉลี่ย 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรืออาจกินในรูปของแคปซูลน้ำมันปลา แต่ต้องกินตามคำแนะนำบนฉลาก ไม่ควรกินเกินกว่าที่กำหนดไว้ นอกจากน้ำมันปลาแล้ว น้ำมันจากดอกอีฟนิ่งพริมโรสก็มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบได้เช่นกัน ก่อนกินควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่า สามารถกินได้หรือไม่ สำหรับอาหารที่ควรพิจารณาเข้าไว้เป็นประจำ ก็คือ

ปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3 มาก เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลากระบอก ปลาทู ปลาดุก ปลาช่อน เป็นต้น โดยเฉพาะผู้เป็นโรคข้ออักเสบรูมาดอยด์

ธัญพืชที่ไม่ขัดสีมากนัก เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮสวีด จมูกข้าวสาลี ถั่วต่าง ๆ สำหรับถั่วไม่ควรกินมาก เพราะมีแคลอรี่สูง

ผักผลไม้ เช่น ผักใบเขียวต่าง ๆ กล้วยที่เป็นแหล่งโพแทสเซียม และใยอาหารควรกินอย่างน้อยให้ได้ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ แม้กระทั่งขิงก็พบว่ามีสารช่วยลดอาการอักเสบได้เช่นกัน จึงควรกินอย่างน้อย 5 กรัม สัปดาห์ละ 2 ครั้ง รวมไปถึงขึ้นฉ่าย ฝรั่ง หรือเซเลอรีนั้น ก็มีคุณสมบัติเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเสื่อม

ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ควรบริโภคถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้จากน้ำนมถั่วเหลือง เป็นต้น ส่วนอาหารที่ควรงดไปเลย หรือกินเพียงเล็กน้อย คือ อาหารที่ผ่านกรรมวิธีขัดสีจนขาว และอาหารรสเค็มจัด หรือหวานจัด ลดอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัว เช่น เนย เนยแข็ง น้ำมันมะพร้าว