โรคต่างๆ

ประโยชน์ของต้นสาเก

ต้นสาเก มีสายพันธุ์มากกว่า 120 สายพันธุ์ มีการเพาะปลูกกันมานานมากกว่า 3,000 ปีแล้ว ซึ่งในเกาะมาวีและเกาะกาวาย คือแหล่งสะสมต้นสาเกสายพันธุ์ต่าง ๆ ไว้หลายสายพันธุ์ โดยปลูกเอาไว้ให้ชมกันมากที่สุดในโลก สาเกเป็นไม้ผลที่ออกลูกดก (ในหนึ่งฤดูต้นสาเกอาจออกผลราว 200 ผล) แต่ที่นิยมปลูกในบ้านเราคือ สาเกพันธุ์ข้าวเหนียว

เครดิตฟรี

สำหรับสาเกในบ้านเรานั้นอาจจะพบได้บ้างตามหมู่บ้านจัดสรรต่าง ๆ โดยจะขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อจากโคนต้นเก่ามาปลูก และเมื่อต้นสาเกมีอายุมากขึ้น เจ้าของก็มักจะตัดต้นสาเกทิ้ง เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ มีกิ่งก้านใบดูเก้งก้าง และยังมีหนอนมาเจาะตามกิ่งและลำต้นทำให้ต้นตายง่ายอีกด้วย

ลักษณะของสาเก
ต้นสาเก มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่โพลีนีเซีย และเป็นผลไม้พื้นเมืองของหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดียตะวันออกและมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก และต่อมาได้แพร่หลายไปยังหมู่เกาะอินดีสตะวันตก ซึ่งปลูกอย่างแพร่หลายในภูมิภาคเขตร้อน โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีความสูงได้ประมาณ 10-20 เมตร ลำต้นสีน้ำตาลปนเทา ทุกส่วนของสาเกจะมียางขาว ๆ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำราก โดยสายพันธุ์ที่ปลูกในบ้านเรานั้นจะแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลัก ๆ ได้แก่ สาเกพันธุ์ข้าวเหนียว (ผลใหญ่ ผลสุกเนื้อเหนียว นิยมปลูกทั่วไป หรือปลูกไว้ทำขนมสาเก), และสาเกพันธุ์ข้าวเจ้า (ผลเล็กกว่า เนื้อหยาบร่วน ไม่เป็นที่นิยมปลูก และไม่ค่อยนำมารับประทานมากนัก)
ต้นสาเก

ใบสาเก ใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับกัน ลักษณะใบคล้ายรูปไข่ ใบมีสีเขียวเข้ม ใบใหญ่และหนา มีรอยหยักหรือร่องลึกเกือบถึงก้านกลางใบ (คล้ายใบมะละกอ) ก้านใบเห็นเด่นชัด
ใบสาเก

ดอกสาเก ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายยอด ดอกมีสีเหลือง ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียจะอยู่บนต้นเดียวกัน ช่อดอกตัวผู้มีลักษณะคล้ายกระบองและห้อยลง มีความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ส่วนช่อดอกตัวเมียมีลักษณะกลม แต่จะแยกกันคนละดอก และสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี
ดอกสาเก

สล็อต

ผลสาเก ลักษณะของผลกลมรี ผลมีสีเขียวอมเหลือง ลูกคล้ายขนุน แต่จะลูกเล็กกว่า มีความกว้างประมาณ 15-20 เซนติเมตร ส่วนเนื้อในเป็นสีเหลืองซีดหรือขาวและไม่มีเมล็ด (แต่มีสายพันธุ์หนึ่งที่มีเมล็ด จะเรียกว่า ขนุนสำปะลอ)
ลูกสาเก

ผลไม้สาเก

สรรพคุณของสาเก
ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ช่วยควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต (ผล)
ช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ (ผล)
สาเกมีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลในร่างกาย (เปลือกต้น)
ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ด้วยการใช้เปลือกต้นนำมาย่างไฟจนแห้งแล้วนำมาต้มกินแต่น้ำ (เปลือกต้น)
เปลือกต้นสาเกใช้ทำเป็นยาปรับประสาท ทำให้รู้สึกผ่อนคลายความเครียด ทำให้เกิดความกระชุ่มกระชวย (เปลือกต้น)
ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน กระดูกผุในหญิงวัยหมดประจำเดือน (ผล)
รากสาเก มีรสเบื่อเมา ใช้เป็นยารักษากามโรค ด้วยการนำรากมาฝนผสมกับน้ำดื่มครั้งละไม่เกิน 1 แก้วตะไล วันละครั้ง อาการจะค่อย ๆ ทุเลาลงและหายเป็นปกติในที่สุด (ราก)
ยางจากทุกส่วนของต้นสาเกสามารถนำมาใช้ในการรักษากลากเกลื้อนและหิดได้ (ยาง)
ช่วยยับยั้งการสร้างเมลานิน สารสกัดจากเนื้อไม้สาเกมีผลยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ซึ่งมีความแรงเท่ากับกรดโคจิก (Kojic acid) โดยได้ทำการทดลองกับผิวหนังของหนูตะเภาสีน้ำตาลที่มีสีผิวคล้ำเนื่องจากแสง UV-B ผลการทดลองพบว่าสารสกัดจากเนื้อไม้สาเกสามารถทำให้สีผิวของหนูจางลงได้โดยไม่ก่อให้เกิดอาการอักเสบที่ผิวหนังและไม่มีผลก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อเซลล์

สล็อตออนไลน์

ประโยชน์ของสาเก
ผลไม้สาเกมีวิตามินหลากหลายชนิด ซึ่งช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย
ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ โดยช่วยเพิ่มระดับไขมันชนิดดี (HDL) และช่วยลดระดับไขมันเลว (LDL)
เส้นใยอาหารจากสาเก ช่วยลดการดูดซึมของน้ำตาลในร่างกาย มันจึงช่วยควบคุมโรคเบาหวานได้
ช่วยในการทำงานของลำไส้และระบบขับถ่าย ช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของลำไส้ ช่วยกำจัดสิ่งตกค้างในลำไส้ และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
เนื้อของสาเกให้พลังงานสูง มีแคลเซียมและวิตามินเอที่จำเป็นต่อร่างกาย
ต้นสาเกนิยมปลูกตามบ้านจัดสรรทั่วไปเพื่อเป็นไม้ประดับและใช้เป็นร่มเงา
ผลสาเกสามารถนำมาย่าง ต้ม อบ หรือนำมาเชื่อมได้ ใช้ทำเป็นขนมสาเก เช่น แกงบวด สาเกเชื่อม เป็นต้น
มีการนำสาเกไปป่นเป็นแป้งเพื่อนำมาใช้ทำเป็นขนมปังกรอบ
สำหรับชาวอินโดนีเซียจะนิยมนำสาเกไปอบกรอบใช้รับประทานเป็นอาหารว่าง
ยางของต้นสาเกนิยมนำมาใช้เป็นชันยาเรือ
ดอกสาเกสามารถใช้ไล่ยุงได้
เนื้อไม้สามารถนำมาใช้ทำเป็นเครื่องประดับ และทำเป็นสิ่งปลูกสร้าง หรือนำมาสร้างบ้านได้
สาเกสามารถนำมาสกัดเป็นผลิตภัณฑ์ ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางบำรุงผิว ใช้ทำเป็นสารทำให้ผิวขาว (Skin whitening agent)

jumboslot

คุณค่าทางโภชนาการของสาเก ต่อ 100 กรัม
พลังงาน 103 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 27.12 กรัม
น้ำตาล 11 กรัม
เส้นใย 4.9 กรัม
ไขมัน 0.23 กรัม
โปรตีน 1.07 กรัม
น้ำ 70.65 กรัม
ลูทีนและซีแซนทีน 22 ไมโครกรัม
วิตามินบี 1 0.11 มิลลิกรัม 10%
วิตามินบี 2 0.03 มิลลิกรัม 3%
วิตามินบี 3 0.9 มิลลิกรัม 6%
วิตามินบี 6 0.457 มิลลิกรัม 9%
วิตามินบี 9 14 ไมโครกรัม 4%
โคลีน 9.8 มิลลิกรัม 2%
วิตามินซี 29 มิลลิกรัม 35%
วิตามินอี 0.1 มิลลิกรัม 1%
วิตามินเค 0.5 ไมโครกรัม 0%
ธาตุแคลเซียม 17 มิลลิกรัม 2%
ธาตุเหล็ก 0.54 มิลลิกรัม 4%
ธาตุแมกนีเซียม 25 มิลลิกรัม 7%
ธาตุแมงกานีส 0.06 มิลลิกรัม 3%
ธาตุฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม 4%
ธาตุโพแทสเซียม 490 มิลลิกรัม 10%
ธาตุโซเดียม 2 มิลลิกรัม 0%
ธาตุสังกะสี 0.12 มิลลิกรัม 1%
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่

slot

ประกอบกับการศึกษาในหลอดทดลองงานหนึ่งที่กล่าวว่าสารอาร์โทนิน อี (Artonin E) ซึ่งพบในผลไม้ตระกูลขนุนมีฤทธิ์ยับยั้งและฆ่าเซลล์มะเร็งรังไข่ของคนได้ สรรพคุณในด้านนี้ของสาเกจึงถูกกล่าวถึงอย่างแพร่หลาย แต่จะให้ผลดีจริงหรือไม่ก็ยังต้องรอให้มีงานวิจัยในคนที่น่าเชื่อถือมากพอออกมารับรองเสียก่อน

ฟื้นฟูสุขภาพผิว นอกเหนือจากประโยชน์ทางยา ในด้านความสวยความงาม สาเกอาจช่วยบำรุงผิวให้ขาวใสและอ่อนเยาว์ โดยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ว่าสารสกัดจากแก่นกลางลำต้นสาเกมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยเพิ่มความเต่งตึงหรือความขาวใสของผิวได้ เนื่องจากพบว่ามีสารอาร์โทคาร์ปิน (Artocarpin) อันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มสารฟลาโวนอยด์ มีสรรพคุณช่วยลดสารเม็ดสีเมลานินได้ด้วยการยับยั้งกระบวนการสังเคราะห์เมลานินของผิวหนัง และอาจใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางบำรุงผิวขาวได้

เช่นเดียวกับงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่พบว่าสารสกัดจากแก่นกลางลำต้นของสาเกช่วยเพิ่มจำนวนของเซลล์ในบริเวณเนื้อเยื่อที่มีความเหี่ยวย่นได้อย่างมีนัยสำคัญ และกระตุ้นให้เนื้อเยื่อส่วนดังกล่าวสร้างคอลลาเจนได้มากขึ้น จึงอาจมีประโยชน์ต่อการรักษาปัญหาริ้วรอยและความเหี่ยวย่นของผิวหนังได้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยทั้ง 2 ชิ้นนี้ต่างศึกษาในหลอดทดลองเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันจึงไม่อาจยืนยันได้ว่าหากนำมาใช้กับผิวของคนโดยตรงจะให้ผลดีและมีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด

ความปลอดภัยของการใช้สาเกเป็นยารักษาโรค

การรับประทานสาเกในปริมาณที่พบได้จากอาหารทั่วไปนั้นปลอดภัยเช่นเดียวกับการรับประทานอาหารชนิดอื่น แต่การใช้สาเกเพื่อสรรพคุณทางการรักษาโรคต่าง ๆ ล้วนไม่มีหลักฐานมากพอที่จะรับรองได้ว่าไม่เป็นอันตรายหรือก่อให้เกิดผลข้างเคียง หากต้องการทดลองใช้สาเกรักษาโรคตามสูตรหรือตำรายาใด ๆ จึงควรทำตามอย่างเหมาะสมและคำนึงถึงความปลอดภัย โดยเฉพาะในกรณีต่อไปนี้

หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการรับประทานสาเกในปริมาณมากหรือใช้เป็นยา เพราะปัจจุบันไม่มีข้อมูลยืนยันความปลอดภัย
ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำอยู่แล้วควรระมัดระวังในการใช้ เพราะสาเกอาจส่งผลให้ระดับความดันโลหิตลดต่ำเกินไปจนเกิดอันตรายได้
ผู้ที่แพ้กล้วยหรือไทรย้อยอาจมีอาการแพ้สาเกไปด้วย
สาเกอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการมีเลือดออก ผู้มีปัญหาเกี่ยวการมีเลือดออกไม่ควรใช้สาเกเพื่อจุดประสงค์ในการรักษาโรค