โรคต่างๆ

อาการของโรคริดสีดวงตา

ริดสีดวงตา ( Trachoma ) คือ โรคเกี่ยวกับอวัยวะดวงตา เกิดจากการอักเสบที่หนังตาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้ตาอักเสบเรื้อรัง พบบ่อยในพื้นแห้งแล้ง ทุรกันดารที่มีฝุ่นมาก หรือ มีแมลงวันชุกชุม การอักเสบของหนังตาส่งผลต่อ เปลือกตา ขนตา เยื่อบุตา กระจกตา รวมถึงทางเดินของน้ำตา ซี่งสามารถเกิดขึ้นได้กับตาทั้งสองข้าง สามารถติดต่อได้จากการสัมผัส การสัมผัสขี้ตา หรือ สารคัดหลั่งจากตา ลำคอ และ จมูก ได้

เครดิตฟรี

โรคนี้ในอดีตเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เคยเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ประชากรโลกตาบอดได้ถึง 15% แต่ในปัจจุบันคาดว่าคงเหลือเพียง 2% ส่วนในประเทศไทย โรคนี้แทบจะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป แต่ก็ยังคงพบได้บ้างทางภาคอีสาน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ โดยสาเหตุที่พบโรคนี้ได้ลดลงที่สำคัญ ได้แก่

สุขอนามัยที่ดี เพราะในปัจจุบันประชาชนมีสุขอนามัยที่ดีขึ้นจากการมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ จึงทำให้มีการใช้น้ำล้างหน้าให้สะอาดอยู่เสมอ จึงมีโอกาสเกิดโรคได้น้อยลง นอกจากนี้ การมีส้วมอย่างทั่วถึง ก็ทำให้แมลงวันที่เป็นพาหะน้ำเชื้อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งลดจำนวนลงมาก จึงทำให้การแพร่กระจายเชื้อของโรคนี้ลดลงอย่างมาก
สังคมเมือง การที่ประชาชนย้ายไปอยู่เมืองใหญ่ที่มีสาธารณูปโภคที่ดี ส่วนเมืองเล็ก ๆ ก็เจริญขึ้นมาก นำมาซึ่งถนนหนทาง ไฟฟ้า และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น การมีโทรศัพท์ การรู้จักใช้เตาหุงหาอาหารที่ไม่มีควัน การรู้จักใช้น้ำร้อน การลดฝุ่นละออง การขนย้ายสัตว์เลี้ยงให้อยู่ไกลบ้าน การมีตำราทางจักษุให้อ่าน หรือแม้แต่การควบคุมประชากร การแยกห้องนอน ไม่นอนรวมกันเป็นกลุ่ม ๆ ตลอดจนมีการศึกษาที่ดีขึ้น เหล่านี้จึงทำให้พบโรคนี้ได้น้อยลงมาก
การใช้ยาปฏิชีวนะ เป็นที่ทราบกันว่า เชื้อก่อโรคริดสีดวงตาเป็นเชื้อแบคทีเรียที่จะถูกทำลายได้ง่ายด้วยยาปฏิชีวนะ การใช้ยาเหล่านี้ในการรักษาโรคจึงทำให้ฆ่าเชื้อริดสีดวงตาไปได้โดยปริยาย
ภูมิคุ้มกันต้านทานโรคที่ข้ามสายพันธุ์ (Cross immunity) มีการศึกษาพบว่าในกลุ่มโรคที่เกิดจากเชื้อคลามีเดีย (Chlamydia) ซึ่งรวมถึงโรคนี้ อาจทำให้เกิดภูมิคุ้มกันต่อโรคอื่นที่เกิดจากเชื้อในกลุ่มเดียวกันได้ เช่น ผู้ที่ได้รับเชื้อหรือเป็นวัณโรคจะมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคเรื้อนด้วย หรือผู้ป่วยโรคทางเดินปัสสาวะและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่บางโรคเกิดจากเชื้อกลุ่มเดียวกันกับโรคริดสีดวงตา เมื่อเป็นโรคดังกล่าวก็อาจทำให้มีภูมิต้านทานต่อโรคริดสีดวงตาไปด้วย
หมายเหตุ : คำว่า “ริดสีดวงตา” ชาวบ้านมักหมายถึงอาการเคืองตา คันตาเรื้อรัง ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการแพ้หรือจากการติดเชื้อริดสีดวงตาก็ได้ ซึ่งทั้ง 2 โรคนี้จะมีสาเหตุ อาการ ภาวะแทรกซ้อน และวิธีการรักษาที่แตกต่างกันไป

สาเหตุของโรคริดสีดวงตา

สำหรับสาเหตุของการเกิดโรคริดสีดวงตาเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ Chlamydia trachomatis ซึ่งเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรค มี 3 กลุ่ม คือ กลุ่ม Trachomatis กลุ่ม Chlamydia pneumoniae และ กลุ่ม Chlamydia psittaci ซึ่งการติดต่อจากเชื้อโรคสู่คนเกิดจากการสัมผัสเชื้อโรคทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งเกิดจากการสัมผัสขี้ตาหรือสารคัดหลั่ง การติดต่อผ่านทางแมลงวัน หรือ เกิดจากการใช้ของร่วมกับผู้มีเชื้อโรค เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว รวมไปถึงการว่ายน้ำในแหล่งน้ำเดียว เป็นต้น

สล็อต

เชื่อที่เป็นสาเหตุ : เกิดจากการติดเชื้อริดสีดวงซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า “คลามีเดียทราโคมาติส” (Chlamydia trachomatis) ซึ่งเป็นเชื้อสายพันธุ์ย่อยในกลุ่มใหญ่ที่เรียกว่ากลุ่ม “คลามีเดีย” (Chlamydia) ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่มย่อย คือ กลุ่ม Trachomatis (เป็นกลุ่มที่มีอีกหลายกลุ่มย่อย ซึ่งรวมถึงกลุ่มที่เป็นสาเหตุของโรคริดสีดวงตาด้วย), กลุ่ม Pneumonial (ทำให้เกิดโรคต่อทางเดินหายใจ) และกลุ่ม Psittaci (ทำให้เกิดโรคในสัตว์)
การติดต่อ : โรคนี้สามารถติดต่อกันได้โดยการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งวิธีการติดต่อที่สำคัญ คือ
การสัมผัสขี้ตาหรือสารคัดหลั่ง (เช่น น้ำมูก เสมหะ หนอง) จากตา ลำคอ และ/หรือจมูกของผู้ที่มีเชื้อ
ติดต่อผ่านทางแมลงวันหรือแมลงหวี่ที่มาตอมตา แล้วนำเชื้อจากคนติดเชื้อไปสู่คนปกติ (เชื้อจากคนที่เป็นโรคจะแพร่ไปเข้าตาของอีกคนหนึ่ง) จึงมักพบเป็นพร้อมกันหลายคนในครอบครัวหรือชุมชนเดียวกัน โดยเฉพาะทางภาคอีสาน ในพื้นที่แห้งแล้ง กันดาร มีฝุ่นมาก มีแมลงหวี่ แมลงวันชุกชุม
บางครั้งอาจติดต่อผ่านเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ใช้ร่วมกัน เช่น ทางผ้าเช็ดหน้าหรือผ้าเช็ดตัวที่ใช้ร่วมกัน รวมไปถึงการว่ายน้ำในแหล่งน้ำเดียวกับผู้ติดเชื้อ
อย่างไรก็ตาม การติดต่อมักจะต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยเป็นเวลานาน ๆ จึงมักพบเป็นโรคนี้พร้อมกันหลายคนในครอบครัวเดียวกัน
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค : ได้แก่ สภาพแวดล้อมที่แออัด, การนอนรวมกันในห้องหลายคน, การขาดแคลนน้ำสะอาด, ขาดห้องน้ำที่สะอาด, ขาดอุปกรณ์สำหรับทำความสะอาด, มีแมลงวันจำนวนมาก, ระบบสาธารณสุขไม่ดี เป็นต้น

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคริดสีดวงตาที่สำคัญ คือ สภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขอนามัย สภาพแวดล้อมแออัด ใช้น้ำสะอาด การใช้อุปกรณ์อุปโภคบริโภคที่ไม่สะอาด แมลงวัน

อาการของโรคริดสีดวงตา

สำหรับอาการของผู้ติดเชื้อแบคทีเรียที่ดวงตา ผู้ป่วยจะเริ่มจากตาแดง น้ำตาไหล และมีขี้ตามาก เมื่อเปิดดูที่หนังตาด้านในจะพบตุ่มเล็กๆ เราเรียกตุ่มเล็กๆใต้หนังตาว่า Follicle การติดเชื้อซ้ำบ่อยๆจะมีผลทำให้เกิดอาการอักเสบของเปลือกตา เกิดพังผืดดึงรั้งจนเกิดแผลที่บริเวณเปลือกตา และสาเหตุนี้เป็นต้นเหตุขนตาชี้ลงจนบาดกระจกตา ผู้ป่วยที่เป็นริดสีดวงที่ตาจึงพบอาการเจ็บตาและเคืองดวงตามากขึ้น และจะมีขี้ตามาก และจะลามไปถึงดวงตาทำให้เกิดฝ้าขาวที่กระจกตาได้ ระยะของอาการโรคริดสีดวงตา สามารถแบ่งได้ 3 ระยะ คือ ระยะริดสีดวงแน่นอน ระยะเริ่มเป็นแผลเป็น และ ระยะหายและเป็นแผลเป็น รายละเอียดของระยะการเกิดโรค มีดังนี้

ระยะที่เป็นริดสีดวง อาการอักเสบจะน้อยลง ถ้าพลิกเปลือกตาดู จะเห็นเป็นตุ่มเล็ก ๆ สีเหลือง นอกจากนี้ ส่วนบนสุดของตาดำ จะมีหลอดเลือดฝอยวิ่งเข้าไปในตาดำ เป็นลักษณะเฉพาะของโรคริดสีดวงตา เพราะ ปกติคนเราจะไม่มีหลอดเลือดฝอยจากเยื่อบุตาเข้าสู่ตาดำเลย ในระยะนี้ และหากไม่รับการรักษา ก็จะเข้าสู่ระยะที่ 3
ระยะเริ่มเป็นแผลเป็น ระยะนี้จะมีอาการเคืองตา แต่แทบจะไม่มีอาการอะไรเลย ส่วนตุ่มเล็ก ๆ ที่เยื่อบุเปลือกตา ก็ค่อย ๆ ยุบและหายไป แต่จะเกิดพังผืดจนกลายเป็นแผลเป็น ส่วน แพนนัส ที่ตาดำ ก็ยังเห็นอยู่เช่นเดิม ในระยะนี้การใช้ยารักษาจะไม่ค่อยได้ผล

สล็อตออนไลน์

ระยะหายและเป็นแผลเป็น ระยะนี้เชื้อจะหายไปหมด ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะไม่รักษาก็ตาม และ แพนนัส ก็ค่อย ๆ หายไป แต่จะเกอดภาวะแทรกซ้อน เช่น ติดเชื้อและอักเสบบ่อย
การรักษาริดสีดวงตา

สามารถแนวทางการรักษาริดสีดวงตา สามารถรักษาด้วยการรับประทานยา การใช้ยาปฏิชีวนะ และ การผ่าตัด โรคนี้ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษา ไม่ควรรักษาเอง ถ้าให้ยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ แพทย์อาจทำการตรวจเพิ่มเติม เช่น การเพาะเชื้อคลามีเดียในเซลล์ การขูดเยื่อบุตาย้อมส่วนด้วย Geimsa stain หรือ Immunofluorescein เป็นต้น และ รักษาต่อไป ในผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น อาจต้องผ่าตัดแก้ไขเปลือกตา ที่เป็นแผลเป็น ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของภาวะแทรกซ้อน หรือ อาจต้องผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา

การป้องกันโรคริดสีดวงตา

สำหรับแนวทางการป้องกันโรคต้องป้องกันจากสาเหตุของโรค คือ เชื้อแบคทีเรีย การป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย จะช่วยให้สามารถป้องกันโรคได้ รายละเอียดดังนี้

รักษาความสะอาดของใบหน้าเสมอ โดยเฉพาะในเด็กๆเพื่อป้องกันไม่ให้แมลงตอมตา ซึ่งเป็นทางติดต่อและแพร่กระจายโรคได้ทางหนึ่ง
กำจัดแมลงวัน โดยการกำจัดขยะให้ถูกวิธี และไม่ทิ้งขยะใกล้บ้าน
ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว
ใช้น้ำสะอาด และมีน้ำสะอาดใช้อย่างเพียงพอในกิจวัตรส่วนตัว
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
พักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

jumboslot

ภาวะแทรกซ้อนของโรคริดสีดวงตา
หากไม่ได้รับการรักษา แผลเป็นที่บริเวณเปลือกตาบนจะดึงรั้งให้เปลือกตาม้วนเข้าด้านใน เรียกว่า “อาการขอบตาม้วนเข้า” (Entropion) ทำให้ขนตาแยงเข้าด้านในไปถูกกระจกตา เกิดการอักเสบและเป็นแผลกระจกตา ทำให้สายตาพิการได้
แผลเป็นอาจอุดกั้นท่อน้ำตา ทำให้น้ำตาไหลตลอดเวลา หรือไม่ก็อาจทำให้ต่อมน้ำตาไม่ทำงานและตาแห้งได้
อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเป็นปัจจัยเสริมทำให้เกิดแผลกระจกตาและความเรื้อรังของโรค
วิธีรักษาโรคริดสีดวงตา
เมื่อมีอาการทางดวงตาดังกล่าวในหัวข้ออาการ โดยเฉพาะเมื่ออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค หรือเมื่อกลับจากการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีโรคนี้เป็นโรคประจำถิ่น ควรรีบไปพบแพทย์หรือจักษุแพทย์เสมอ ไม่ควรรักษาด้วยตัวเอง และเมื่อได้พบแพทย์แล้วให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

หากตรวจพบว่าเป็นโรคริดสีดวงตา แพทย์จะให้รับประทานยาปฏิชีวนะเตตราไซคลีน (Tetracycline) ขนาด 250 มิลลิกรัม ครั้งละ 1-2 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน หรือให้รับประทานยาปฏิชีวนะดอกซีไซคลีน (Doxycycline) ครั้งละ 100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันนาน 4 สัปดาห์ (ส่วนในเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี หญิงตั้งครรภ์ หญิงที่ให้นมบุตร และในผู้ที่แพ้ยาปฏิชีวนะดังกล่าว แพทย์จะให้รับประทานยาปฏิชีวนะอิริโทรมัยซิน (Erythromycin) ขนาด 250 มิลลิกรัม ครั้งละ 1-2 แคปซูล วันละ 4 ครั้งแทน) นอกจากนี้ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคริดสีดวงตา แพทย์จะให้ยาป้ายตาปฏิชีวนะเตตราไซคลีน (Tetracycline) หรือยาป้ายตาอิริโทรมัยซิน (Erythromycin) ไปใช้ร่วมด้วย โดยให้ใช้ป้ายตาทุก ๆ เดือน เดือนละ 5 วันติดต่อกัน วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น
ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า ให้รับประทานยาในกลุ่มเตตราไซคลีน (Tetracycline) วันละ 1,500-2,000 มิลลิกรัม ติดต่อกันเป็นเวลา 3 สัปดาห์ และให้ใช้ยาป้ายตาปฏิชีวนะร่วมด้วยวันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 2 เดือน (แต่หากผู้ป่วยแพ้ยาในกลุ่มเตตราไซคลีนให้ใช้ยาอิริโทรมัยซินแทน)
ในปัจจุบันแพทย์บางท่านอาจแนะนำให้ใช้ยาอะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) เพียงครั้งเดียวแทนก็ได้ หรือบางครั้งแม้แต่ยาซัลฟา (Sulfa drugs) ก็ใช้ได้เหมือนกัน
ที่สำคัญคือควรให้การรักษาผู้ป่วยที่อยู่ในบ้านไปด้วยพร้อมกันทุกคน
ถ้าให้ยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ หรือแพทย์ไม่แน่ใจในการวินิจฉัย แพทย์อาจทำการตรวจพิเศษอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น การเพาะเชื้อคลามีเดียในเซลล์ การขูดเยื่อบุตาย้อมส่วนด้วย Geimsa stain หรือ Immunofluorescein เป็นต้น และให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป
ในรายที่ภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล โดยในผู้ป่วยที่มีภาวะตาแห้งแพทย์จะให้ใช้น้ำตาเทียมร่วมด้วย และอาจต้องทำการผ่าตัดแก้ไขเปลือกตาที่เป็นแผลเป็น ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุของภาวะแทรกซ้อนในภายหลัง ส่วนในรายที่เป็นแผลเป็นที่กระจกตา อาจต้องผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา

[NPC5]
การรักษาโรคริดสีดวงตา จะต้องรีบรักษาตั้งแต่ในระยะที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นระยะที่มีการติดเชื้อรุนแรง เพราะการให้ยาปฏิชีวนะดังกล่าวจะสามารถทำลายเชื้อและป้องกันมิให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ แต่เมื่อมารักษาล่าช้าในระยะที่ 3 และ 4 ซึ่งเป็นระยะที่การติดเชื้อเบาบางลงแล้ว และเปลือกตาเริ่มเป็นแผลเป็น การใช้ยาปฏิชีวนะในระยะนี้จึงไม่ค่อยได้ประโยชน์ คือ ไม่สามารถลดหรือป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้

วิธีป้องกันโรคริดสีดวงตา
แม้ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันโรคริดสีดวงตา แต่เราสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ดังแนวทางต่อไปนี้

รักษาความสะอาดของใบหน้าเสมอด้วยการล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดและสบู่ โดยเฉพาะในเด็ก ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงหวี่หรือแมลงวันตอมตา ซึ่งเป็นทางติดต่อและแพร่กระจายของโรคทางหนึ่ง
ผู้ปกครองไม่ควรปล่อยให้เด็กเล่นฝุ่นละอองหรือเล่นสกปรกทั้งวัน
กำจัดหรือลดปริมาณของแมลงวันและแมลงหวี่ โดยการกำจัดขยะอย่างถูกวิธีและไม่ทิ้งขยะไว้ใกล้บ้าน
ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว
ใช้น้ำสะอาดและมีน้ำสะอาดไว้ใช้อย่างเพียงพอในกิจวัตรส่วนตัว