โรคต่างๆ

โรคหนองใน

โรคหนองใน (Gonorrhea) เป็นโรคติดเชื้อที่สามารถแพร่จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้จากการมีเพศสัมพันธ์ เกิดจากเชื้อหนองใน (Neisseria gonorrhoeae) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่เจริญได้ดีในที่ชื้น และที่อบอุ่นของระบบอวัยวะสืบพันธุ์ ตั้งแต่ปากมดลูก มดลูก ปีกมดลูก ท่อปัสสาวะ (ทั้งหญิงและชาย) นอก จากนี้ยังสามารถเจริญในที่อื่นๆได้ เช่น เยื่อบุช่องปาก คอ ตา ทวารหนัก เป็นต้น

เครดิตฟรี

ในอเมริกา มีการประมาณการติดเชื้อโรคหนองในรายใหม่ ปีละประมาณ 700,000 ราย แต่ที่รายงานมายังศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อ (CDC, Centers for Disease Control and Prevention) ในปี พ.ศ. 2552 เพียง 301,174 ราย หรือเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น สำหรับในประเทศไทย รายงานโดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ. 2551 มีจำนวน 6,168 ราย คิดเป็น 15.43% ของผู้ป่วยโรค ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งหมด หรือคิดเป็น 9.76 ต่อประชากร 100,000 คน

ติดโรคหนองในได้อย่างไร ? ใครมีปัจจัยเสี่ยง ?

โรคหนองใน เกิดได้จากการสัมผัสเยื่อบุช่องคลอด ช่องปาก ทวารหนัก องคชาต (อวัยวะเพศชาย) โดยอาจมี หรือไม่มีการหลั่งน้ำอสุจิก็ได้ นอกจากนี้ ยังอาจติดจากมารดาสู่ทารกในระหว่างการคลอดได้ผู้ที่เป็นโรคหนองใน หลังจากได้รับการรักษาแล้ว หากสัมผัสโรคอีก ก็เป็นโรคซ้ำได้ อนึ่ง ปัจจัยเสี่ยงของโรคหนองใน คือ คนที่มีเคยมีเพศสัมพันธ์แล้วจะมีความเสี่ยง หรือมีโอกาสที่จะเป็นโรคได้ นอกจากนั้น จะมีความเสี่ยงสูงใน

กลุ่มวัยรุ่น
คนที่มีคู่นอนมากกว่าหนึ่งคน
เคยเป็นโรคนี้มาแล้ว และ/หรือ เคยเป็นโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นๆมาแล้ว เช่น โรคซิฟิลิส (Syphilis)
ไม่มีการใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์
ผู้ติดยาเสพติด
โรคหนองในมีอาการอย่างไร ?

สล็อต

ในชายระยะฟักตัวของโรค) โดยจะมีอาการปัสสาวะแสบขัด มีหนองไหลจากปลายองคชาต บางรายมีอาการปวด และบวมของถุงอัณฑะ บางคนอาจไม่มีอาการ หากมีอาการมักจะปรากฏใน 1-14 วัน หลัง จากสัมผัสคนที่เป็นโรค (
ในหญิงประจำเดือน แต่มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน (ผลข้างเคียง) จากการติดเชื้อที่รุนแรงมากกว่าชาย ไม่ว่าจะมีอาการติดเชื้อมากหรือน้อยก็ตาม มักไม่มีอาการได้เช่นกัน หรืออาการไม่มาก โดยอาจมีปัสสาวะแสบขัด ตกขาว มี เลือดออกทางช่องคลอดระหว่างรอบเดือน หรือ
ทั้งในชาย และหญิง หากติดเชื้อในทวารหนัก อาจมีอาการคัน ปวด โดย เฉพาะเวลาขับถ่าย หากติดเชื้อในช่องคอ อาจมีอาการเจ็บคอ อย่างไรก็ตามการติดเชื้อในตำแน่งใดๆก็ตาม อาจไม่มีอาการเลยก็ได้
มีภาวะแทรกซ้อนจากโรคหนองในไหม ?

การติดเชื้อหนองใน หากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ (ภาวะ แทรกซ้อน หรือ ผลข้างเคียง) ตามมาได้ทั้งชาย และหญิง

ในหญิง เนื้อเยื่อของปีกมดลูก จนทำให้มีบุตรยาก หรืออาจตั้งครรภ์นอกมดลูกที่มีอันตรายถึงชีวิตได้ มักทำให้มีการอักเสบในอุ้งเชิงกราน (ช่องท้องน้อย) ทำให้มีอาการปวดท้อง มีไข้ อาจทำให้เกิดถุงหนองในช่องท้องน้อยที่รักษาหายยาก แล้วอาจทำให้มีอาการปวดท้อง โดยเฉพาะในช่องท้องน้อยเรื้อรัง มีการทำลาย
ในชาย เอชไอวี (HIV) หรือ โรคเอดส์ (AIDS) ได้ ซึ่งคนที่เป็นโรคหนองใน จะติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ได้ง่ายกว่าคนที่ไม่เป็นหนองใน (ทั้งในชาย และในหญิง) อาจทำให้เกิดการอักเสบของอัณฑะ และท่อนำอสุจิ ทำให้มีบุตรยาก เชื้อโรคอาจแพร่กระจายเข้าสู่ข้อกระดูก และ/หรือ กระแสเลือด (โลหิต) ซึ่งอาจมีอันตรายต่อชีวิตได้ อีกทั้งยังเป็นช่องทางที่จะติดเชื้อ
หากเป็นโรคหนองในระหว่างตั้งครรภ์จะมีผลอย่างไรบ้าง ? ทารกที่คลอดทางช่องคลอดจะติดเชื้อโรคหนองในจากมารดาได้จากการสัมผัสเยื่อบุช่องคลอดของมารดา ซึ่งหากทารกติดเชื้อที่ตา อาจทำให้ตาบอด หรือ อาจเกิดการติดเชื้อรุนแรงกับอวัยวะอื่นๆ เป็นอันตรายต่อชีวิตทารกได้ ดังนั้น หญิงตั้งครรภ์หากมีอาการ หรือเหตุอันน่าสงสัยว่า อาจติดเชื้อหนองใน ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม

สล็อตออนไลน์

แพทย์วินิจฉัยโรคหนองในได้อย่างไร ? แพทย์วินิจฉัยโรคหนองในได้จาก ประวัติทางการแพทย์ต่างๆ เช่น อาการต่างๆ เรื่องคู่นอน เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ การตรวจร่างกาย การตรวจบริเวณอวัยวะเพศ การตรวจภายใน (ในผู้หญิง) การส่งตรวจหาเชื้อที่ป้ายจากแผล หรือ จากปากมดลูก ท่อปัสสาวะ ทวารหนัก และ/หรือ ช่องคอ

รักษาโรคหนองในอย่างไร ? การรักษาโรคหนองใน คือ การใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งใช้ได้ผลดี แต่ในหลายพื้นที่อาจมีเชื้อดื้อยาได้ ดังนั้น หลังการรักษา ถ้ายังคงมีอาการ จึงควรต้องกลับมาปรึกษาแพทย์อีกครั้ง นอกจากนั้น จำเป็นต้องตรวจหาการติดเชื้อที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆที่อาจพบร่วมด้วยโดยเฉพาะ เชื้อ เอชไอวี (HIV) หรือ โรคเอดส์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายาปฏิชีวนะจะรักษาโรคให้หายแล้ว แต่ยาปฏิชีวนะไม่สามารถซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย ซึ่งเกิดจากภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวไปแล้วได้ นอกจากนั้น หากยังไปสัมผัสโรคอีก ก็กลับมาเป็นโรคอีกได้

ควรดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเกิดโรคหนองใน ? ควรพบแพทย์เมื่อไร ? หากมีอาการปัสสาวะแสบขัด หรือมีอาการปวด หรือผื่นขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศ ควรหยุดการมีเพศสัมพันธ์ แล้วรีบปรึกษาแพทย์ ถ้าแพทย์ให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคหนองใน และหลังได้รับการรักษาแล้ว เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำอีก ควรแจ้งให้คู่นอนมารับการรักษาด้วย และให้งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าอาการจะหายดีแล้ว ควรดูแลตนเองอย่างไรเพื่อไม่ให้ติดโรค ? สามารถหลีกเลี่ยงการติดโรคหนองในนี้ได้ด้วย การมีคู่นอนเพียงคนเดียว และจะแน่นอนยิ่งขึ้น หากคู่นอนได้รับการตรวจแล้วว่าไม่ติดเชื้อ นอกจากนี้การใช้ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอ ก็ช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

ภาวะแทรกซ้อนหลังเกิด ‘หนองใน’
ภาวะแทรกซ้อนของหนองในในฝ่ายชาย : หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้มีหนองในไหลอยู่ประมาณ 3 – 4 เดือน อีกทั้งเชื้อหนองในยังจะลุกลามเข้าไปในบริเวณรอบๆ ใกล้เคียง เป็นผลทำให้ท่อปัสสาวะอักเสบ หรือท่อปัสสาวะตีบตันได้ รวมถึงยังมีอาการอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย

ต่อมลูกหมากเกิดการอักเสบ หรือเกิดเป็นฝีที่ผนังของท่อปัสสาวะ
ในบางรายอาจเกิดการอักเสบของอัณฑะในลักษณะที่บวม มีอาการปวด และเป็นหนอง และเกิดการอักเสบของท่ออสุจิ ส่งผลทำให้มีลูกยาก หรือกลายเป็นหมันได้
ภาวะแทรกซ้อนของหนองในในฝ่ายหญิง : เชื้อหนองในที่เกิดขึ้นอาจลุกลามไปจนทำให้ต่อมบาร์โทลินที่บริเวณแคมใหญ่เกิดการอักเสบ หรือเกิดเป็นฝีบวมโต หรือร้ายแรงจนทำให้เยื่อบุมดลูกอักเสบได้ ซึ่งหากเกิดการอักเสบที่รุนแรง เมื่อหายแล้วก็จะเกิดการอุดตันของท่อรังไข่จนกลายเป็นหมันได้ในที่สุด ส่งผลให้เกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้หากอยู่ในระยะที่จะมีลูก รวมถึงยังมีอาการอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย

jumboslot

เกิดการอัเสบบริเวณอุ้งเชิงกราน (ช่องท้องน้อย) ทำให้เกิดอาการปวดท้อง มีไข้ หรืออาจทำให้เกิดถุงหนองในช่องท้องน้อยที่รักษาให้หายยาก อีกทั้งยังอาจมีอาการปวดท้องโดยเฉพาะในช่องท้องน้อยแบบเรื้อรัง
ภาวะแทรกซ้อนของหนองในที่อาจเกิดได้ในทุกเพศ : เมื่อเป็นแล้วเชื้อหนองในอาจแทรกตัวเข้าไปตามกระแสเลือดไปที่บริเวณข้อ (หนองในเข้าข้อ) จำให้เกิดเป็นโรคข้ออักเสบชนิดติดเชื้อเฉียบพลันที่อาจเป็นอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้ โดยภาวะนี้เป็นภาวะที่พบได้น้อยมาก อวัยวะที่พบได้บ่อย ได้แก่ ข้อเท้า ข้อเข่า และข้อมือ รวมถึงยังมีอาการอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหนองในจะมีโอกาสติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ได้ง่ายกว่าคนที่ไม่เป็นหนองใน
นอกจากนี้ยังจะเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้เพิ่มเติม เพียงแต่เป็นอาการที่พบได้น้อยมาก อาทิ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เยื่อบุหัวใจอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ลิ้นหัวใจรั่ว และหัวใจวายได้
จะป้องกัน โรคหนองใน ได้ยังไง ?
เรื่องแรกที่ต้องนึกถึง คือ การมีคู่นอนเพียงคนเดียวเท่านั้น จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับ และหากอยากสร้างความมั่นใจให้มากขึ้น ควรแนะนำให้คู่นอนเข้ารับการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะดีที่สุด
งดเว้น หรือหลีกเลี่ยงการสำส่อนทางเพศ หรือการเที่ยวกลางคืน จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่หากจะต้องหลับนอนกับคนอื่น หรือคนที่เราสงสัยว่าจะเป็นหนองในก็ควรใช้ถุงยางอนามัยเสมอ เพราะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยป้องกันโรคได้ 100% ส่วนโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ การใช้ถุงยางอนามัยอาจไม่ได้ผล ทำให้มีโอกาสที่จะติดเชื้อได้อยู่บ้าง
หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าเช็ดหน้าและผ้าเช็ดตัวร่วมกับผู้อื่น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ
ให้ดื่มน้ำก่อนที่จะร่วมเพศและปัสสาวะทันทีหลังร่วมเพศ หรือใช้สบู่ฟอกล้างทันทีหลังร่วมเพศ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยลดโอกาสที่จะติดเชื้อได้ แต่อาจไม่ได้ผลในบางราย

เป็นโรคหนองใน ต้องดูแลตัวเองอย่างไร?
หากเกิดอาการปัสสาวะแสบขัด หรือมีอาการปวด หรือมีผื่นขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศ ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ แล้วรีบไปพบแพทย์ หากแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคหนองใน หลังจากที่ได้รับการรักษาแล้ว ควรพาคู่นอนมารักษาด้วยเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้โรคกลับมาเกิดซ้ำได้อีก อีกทั้งควรงดกันมีเพศสัมพันธ์ไปจนกว่าจะหายดีทั้งคู่

ผู้ป่วยที่เป็นโรคหนองในทุกรายจำเป็นต้องได้รับการรักษา ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ทุกคนที่จะแสดงอาการออกมาให้เห็นได้ชัด หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน หรือในบางรายก็อาจมีอาการที่ดีขึ้นได้เองก็ตาม ไม่แนะนำให้ปล่อยทิ้งไว้ หรือเพิกเฉย ไม่ไปรับการรักษา เพราะตัวผู้ป่วยเองก็จะยังคงแพร่เชื้อไปยังคู่นอนได้และยังสามารถรับเชื้อกลับเข้ามาได้อีก ซึ่งอาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนครั้งที่ได้รับเชื้อเข้าไป หากภาวะแทรกซ้อนนั้นทวีความรุนแรงมากขึ้นก็อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

slot

ในระหว่างที่ทำการรักษาโรคหนองใน ห้ามมีเพศสัมพันธ์เป็นเวลา 2 – 4 สัปดาห์ เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อ แต่ในกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้จริงๆ ก็ต้องป้องกันด้วยการใช้ถุงยางอนามัยอย่างเคร่งครัด อีกทั้งต้องงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลา 1 เดือน เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้จะทำให้หนองไหลเพิ่มมากขึ้น

ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่อง “อาหารแสง” ที่ทำให้โรคหนองในทวีความรุนแรง อาทิ หูฉลาม อาหารทะเล หน่อไม้ หรือสาเก เป็นต้น ในทางการแพทย์นั้นยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัด แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุด คือ การงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดเป็นเวลา 1 เดือน หากไม่ปฏิบัติตาม ก็จทำให้หนองไหลมากยิ่งขึ้น ส่วนอาหารประเภทอื่นๆ ถ้ากินแล้วทำให้อาการของโรคกำเริบก็แนะนำให้งดอาหารชนิดนั้นๆ ไปก่อน

ยาปฏิชีวนะสำหรับการรักษาโรคหนองในจะมีผลต่อประสิทธิภาพของยาเม็ดคุมกำเนิด ซึ่งในระหว่างที่ทำการรักษา จึงควรงดการมีเพศสัมพันธ์ และในรอบเดือนนั้น ควรใช้วิธีการคุมกำเนิดอย่างอื่นร่วมด้วย อาทิ การใช้ถุงยางอนามัย

ภายหลังที่ได้รับการรักษาแล้ว ส่วนใหญ่ อาการต่างๆ จะหายไปค่อนข้างเร็วภายใน 2 – 3 วันที่เริ่มทำการรักษา ไม่ว่าจะเป็น อาการตกขาวผิดปกติ และแสบขัดเวลาที่ปัสสาวะ ส่วนอาการเลือดออกแบบกะปริดกะปรอยในระหว่างรอบเดือนนั้นก็จะดีขึ้นในรอบหน้า ส่วนอาการปวดท้องน้อยและอาการปวดอัณฑะในผู้ชายจะเวลานานกว่าจึงจะดีขึ้น และจะหายไปภายใน 2 สัปดาห์ แต่หากอาการต่างๆ ไม่ดีขึ้น ควรรีบกลับไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินซ้ำอีกครั้ง เพราะอาจพบภาวะเชื้อดื้อยา หรือโรคมีการลุกลามเพิ่มมากขึ้น

หากได้รับการรักษาแล้ว แต่มีอาการที่คล้ายกับว่าจะแพ้ยา เช่น มีผื่นคันขึ้นตามตัว คลื่นไส้ อาเจียน หรืออาการที่เป็นอยู่นั้นรุนแรงมากขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ก่อนนัด

เมื่อรักษาตามอาการจนครบแล้ว ให้มาพบแพทย์เพื่อตรวจซ้ำจนกว่าจะแน่ใจว่าเชื้อหนองในหายสนิทในทุกตำแหน่งที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว อาทิ ช่องปาก ทวารหนัก ช่องคลอด เป็นต้น

ผู้ที่เป็นโรคหนองใน หลังจากที่ได้รับการรักษาจนหายดี แต่หากได้สัมผัสโรคอีกครั้งก็จะกลับมาเป็นซ้ำอีก