โรคต่างๆ

ประโยชน์ของมะเกี๋ยง

เชื่อกันว่ามะเกี๋ยงเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียบริเวณแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศอินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา รวมถึงเวียดนาม และจีนตอนใต้ สำหรับในประเทศไทยพบมากทางภาคเหนือตอนบน โดยมักพบตามธรรมชาติบริเวณ ตามริมห้วย ริมแม่น้ำ ที่มีความชุ่มชื้น หรืออาจพบได้ในพื้นที่สูงในป่าดิบเขา

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณมะเกี๋ยง

มะเกี๋ยงเป็นพืชที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งส่วนของผล เมล็ด และลำต้น การใช้ประโยชน์จากผลมะเกี๋ยงในด้านอาหาร พบว่า ผลมะเกี๋ยงนิยมนำมาบริโภคทั้งรูปผลสด และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป เช่น น้ำมะเกี๋ยง ไวน์มะเกี๋ยง แยมมะเกี๋ยง มะเกี๋ยงดอง มะเกี๋ยงแช่อิ่มแห้ง มะเกี๋ยงหยี ชามะเกี๋ยง โยเกิร์ตมะเกี๋ยง นอกจากใช้ประโยชน์ในลักษณะของผลิตภัณฑ์อาหารแล้ว

เปลือก ต้นยังสามารถนำมาต้มน้ำย้อมผ้า ให้สีน้ำตาลอมแดง ใบ นำมาต้มเป็นน้ำย้อมผ้า ให้สีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลเข้ม เนื้อไม้ ค่อนข้างแข็ง ใช้แปรรูปเป็นไม้ปูพื้น ไม้ชายคา ไม่วงกบ รวมถึงแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ และเมล็ด ยังสามารถนำมาใช้สกัดน้ำมันสำหรับใช้ประกอบอาหารหรือใช้เป็นส่วนผสมเครื่องสำอาง และน้ำหอม และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่นๆ

ส่วนสรรพคุณทางยานั้นตามตำรายาพื้นบ้านล้านนา ระบุไว้ว่า เปลือกต้น นำมาต้มน้ำดื่มแก้อาการท้องเสีย น้ำต้มจากเปลือกใช้อาบแก้โรคผิวหนัง นำเปลือกที่ถากจากต้นใหม่ๆ ทาแผล ช่วยรักษาแผลให้หายเร็ว ผลใช้เป็นยาระบาย แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ ใช้เป็นยาฝาดสมาน แก้ปวดท้อง ท้องเสีย แก้ปากนกกระจอก นอกจากนี้จาการศึกษาวิจัยในทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังระบุถึงสรรพคุณของมะเกี๋ยงว่า ผล ของมะเกี๋ยงสามารถ ลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด รักษาโรคมะเร็ง ชะลอความเสื่อมของร่างกายเสริมสร้างกระดูกและฟัน ควบคุมการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อ รักษาสภาพของเยื่อบุผิวที่อวัยวะต่างๆ บำรุงประสาท ป้องกันโรคเหน็บชา ป้องกันโรคปากนกกระจอก ป้องกันโรคข้ออักเสบ รักษาโรคความจำเสื่อม รักษาโรคพาร์กินสัน ช่วยในการดูดซึมวิตามินบี12 ช่วยให้เลือดแข็งตัวขณะที่เกิดบาดแผลเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ควบคุมการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อทั้งการเต้นของหัวใจ ป้องกันโรคปากนกกระจอก ป้องกันการเกิดโรคหัวใจและต้อกระจก ชะลอการแก่ก่อนวัย เสริมสร้างกระดูก โรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ อีกทั้งยังช่วยสังเคราะห์acetylcholine ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นสำหรับการถ่ายทอดและส่งสัญญาณของเซลล์ประสาท และสารในกลุ่ม ฟินอลิกยังออกฤทธิ์จับกับสารกระตุ้นการเกิดมะเร็ง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งรวมถึงยังสามารถ ช่วยในการลดริ้วรอย ลดฝ้า และจุดด่างดำได้อีกด้วย

สล็อต

ลักษณะทั่วไปมะเกี๋ยง

มะเกี๋ยงเป็นพืชในวงศ์เดียวกันกับหว้าและมีลักษณะคล้ายกันกับหว้ามาก ชื่อในอดีต ชื่อวิทยาศาสตร์เดิมของมะเกี๋ยงคือ Eugenia paniala ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้กันมาตั้งแต่ พ.ศ.2375 และจากการศึกษาทบทวนพรรณไม้ในสกุล Eugenia และ Cleistocalyx ใน พ.ศ.2536 โดย ดร.ประนอม จันทรโนทัย ได้เสนอให้จัดพืช E.paniala Roxb. มารวมอยู่ในสกุล Cleistocalyx และกำหนดชื่อวิทยาศาสตร์ของมะเกี๋ยงเป็น C.operculatus เช่นเดียวกับต้นหว้าขาว (หว้าน้ำหรือหว้าส้ม) โดยจำแนกออกเป็นสองชนิดพันธุ์ คือ C.operculatusvar. operculatus (หว้าขาว และ C.operculatusvar. paniala (มะเกี๋ยง) ต่อมาใน พ.ศ.3539 ได้มีการศึกษาทบทวนพืชในวงศ์ Myrtaceae ใหม่อีกครั้ง และได้เสนอให้เปลี่ยนชื่อวิทยาศาสตร์ของหว้าขาว และมะเกี๋ยงเป็น C.nervosum โดยจำแนกออกเป็นสองชนิดพันธุ์ คือ C.nervosumvar. operculatus (หว้าขาว) และ C.nervosumvar. paniala (มะเกี๋ยง) โดยความแตกต่างระหว่างพืชสองชนิดพันธุ์นี้อยู่ที่การจัดเรียงหรือจำนวนดอกในช่อดอกย่อย ขนาดของฐานรองดอกรูปถ้วย (hypantium) รวมทั้งขนาดและรูปร่างของผล โดยที่มะเกี๋ยงมักมีดอกจำนวน 3 ดอก ติดอยู่รวมกัน เป็นกลุ่มช่อดอกย่อย มีฐานดอกรูปถ้วย ขนาดใหญ่กว่า 0.4 เซนติเมตร ผลรูปไข่ขอบขนาน (oval-oblong) และมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางผลมากกว่า 1.5 เซนติเมตร ส่วนหว้าขาวมักมีจำนวนดอกในแต่ละช่อดอกย่อยมากกว่า 4 ดอก ฐานรองดอกรูปถ้วยมีขนาดเล็กกว่า 0.4 เซนติเมตร ผลรูปกลม (globoes) และเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 1.5 เซนติเมตร ดังนั้นลักษณะทั่วไปของมะเกี๋ยงจึงมีลักษณะดังนี้

มะเกี๋ยง จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ลำต้นสูงประมาณ 10-15 เมตร หรือมากกว่า ขนาดลำต้นเมื่อมีอายุมากจะมีขนาดเส้นรอบวงได้ถึง 1.5 เมตร ลำต้นแตกกิ่งมาก เปลือกลำต้นมีสีเทาหรือน้ำตาลอมเทา เปลือกแก่ด้านนอกหลุดล่อนออกเป็นแผ่น เมื่อใช้มีดสับเปลือกด้านในจะมีสีน้ำตาลอมชมพู แต่เมื่อแห้งจะมีสีน้ำตาล ส่วนเนื้อไม้ค่อนข้างแข็ง มีสีขาวนวลหรือเหลืองอ่อน และมีเสี้ยนค่อนข้างมาก

สล็อตออนไลน์

ใบ ออกเป็นใบเดี่ยวตรงข้ามกันเป็นคู่บนกิ่งย่อย จำนวน 4-6 คู่ ในแต่ละกิ่งย่อย ใบมีรูปรีถึงรูปหอก ขนาดใบกว้าง 8-10 เซนติเมตร ยาว 15-25 เซนติเมตร แผ่นใบ และขอบใบเรียบ ใบมีลักษณะเป็นคลื่น และเป็นมันเล็กน้อย แผ่นใบด้านบนมีสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างมีสีเขียวอ่อน ก้านใบยาว 1.5-3 เซนติเมตร มีเส้นกลางใบด้านบนเป็นร่องตื้น ส่วนเส้นกลางใบด้านล่างนูนขึ้นมองเห็นได้ชัดเจน มีเส้นแขนงใบแยกออกซ้ายขวาสลับกัน ข้างละ 7-15 เส้น ใบอ่อน มีสีเขียวอมแดง ใบแก่มีสีเขียว

ดอก เป็นดอกสมบูรณ์เพศ แทงออกเป็นช่อ บริเวณปลายกิ่ง แต่ละกิ่งมีจำนวน 5-15 ช่อดอก ช่อดอกยาว 5-10 เซนติเมตร ช่อดอกมีดอกประมาณ 20-80 ดอก โดยมีดอก 3 ดอก ติดอยู่รวมกันเป็นกลุ่มช่อดอกย่อย ดอกมีสีขาวอมเหลือง มีกลีบเลี้ยง 4 กลีบ และมีกลีบดอก 4 กลีบ ขนาด 0.35-0.45 เซนติเมตรมีเกสรตัวผู้ประมาณ 150-300 อัน มีรังไข่อยู่บริเวณฐานดอก ส่วนฐานรองดอกเป็นรูปถ้วยมีขนาด 0.4 เซนติเมตรขึ้นไป

ผล มีลักษณะเป็นรูปไข่คล้ายผลหว้า แต่เล็ก และป้อมกว่าเล็กน้อย ผลมีเปลือกบาง ผลอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง และค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมชมพู ต่อมาเป็นสีแดงเมื่อห่าม เมื่อสุกเป็นสีแดงม่วง และสุกมากเป็นสีดำ ขนาดผลประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร เนื้อผลมีสีขาว หนาประมาณ 3–5 มิลลิเมตร เมื่อรับประทานจะให้รสเปรี้ยวอมฝาดเล็กน้อย และมีกลิ่นหอม ตรงกลางผลมีเมล็ด 1 เมล็ด

เมล็ดมีลักษณะกลมหรือค่อนข้างเป็นรูปไข่ ขนาดประมาณ 0.7-8 เซนติเมตร 0.8-1 เซนติเมตร เปลือกเมล็ดมีสีน้ำตาลอ่อน เนื้อเมล็ดภายในมีสีเขียว

การขยายพันธุ์มะเกี๋ยง

มะเกี๋ยงสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด และการตอนกิ่ง แต่ในปัจจุบันนิยมใช้วิธีเพาะเมล็ดมากกว่า เพราะมะเกี๋ยงเป็นไม้ยืนต้นที่มีความสูงกว่า 10 เมตร ผู้ที่ปลูกจึงต้องการให้ต้นมะเกี๋ยงมีรากแก้วที่ยึดเกาะแน่นไม่ล้มง่าย ส่วนวิธีการปลูกก็สามารถทำได้ เช่นเดียวกับการปลูกไม้ยืนต้นชนิดอื่นๆ

jumboslot

คุณค่าทางโภชนาการของมะเกี๋ยง (ผลสด 100 กรัม)

– พลังงานทั้งหมด 297.58 กิโลแคลอรี

– ใยอาหาร 26.32%

– กรดไขมัน 2.41%

– โปรตีน 6.64%

– คาร์โบไฮเดรต 59.91%

– วิตามินเอ (เบต้าแคโรทีน) 4574.80 หน่วยสากล (IU)

– วิตามินบี 2 717.30 ไมโครกรัม

– วิตามินบี 3 57.44 ไมโครกรัม

– วิตามินซี 12.80 มิลลิกรัม

– วิตามินอี 14 หน่วยสากล (IU)

– แคลเซียม 408.60 มิลลิกรัม

– แมกนีเซียม 87.32 มิลลิกรัม

– เหล็ก 3.50 มิลลิกรัม

slot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

แก้ท้องเสีย ท้องเดิน ปวดท้อง โดยการนำเปลือกต้นมาต้มกับน้ำ ใช้ดื่ม 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น หรือจะใช้เปลือกต้นนำมาต้มกบน้ำอาบ ช่วยแก้โรงผิวหนังต่างๆ ผลสุกใช้รับประทานสดๆ ช่วยในการระบาย แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ แก้ปากนกกระจอก เปลือกต้น(ด้านใน) ใช้ถากให้เป็นขุยเล็กๆใช้ทาหรือประคบแผลช่วยห้ามเลือดและทำให้แผลหายเร็วขึ้น ลดฝ้า และจุดด่างดำ โดยนำผลมะเกี๋ยงมาฝานเป็นแผ่นใช้ทาบริเวณจุดด่างดำเป็นประจำ ใช้ควบคุมและลดน้ำตาลในเลือด โดยการนำใบสด 3-7 ใบ มาต้มในน้ำ 1 ลิตร นาน 15-20 นาที แล้วกรองเอากากออก นำน้ำที่ได้มาใช้ดื่ม ครั้งละ 1 แก้ว ก่อนอาการ เช้า-เย็น ติดต่อกัน 3-5 วัน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ในการศึกษาได้ทำการสกัดสารจากเมล็ดมะเกี๋ยงบดแห้ง ด้วยวิธีหมักในเอทานอล 95% จากการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี ABTS Assays พบว่า สารสกัดส่วนเอทิลอะซิเตต และบิวทานอล เป็นส่วนที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าสารสกัดเฮกเซน และคลอโรฟอร์ม โดยมีค่า TEAC เท่ากับ 1.5108 และ 1.3943 กรัม/กรัม ตามลำดับ

ฤทธิ์ลดเลือนริ้วรอย มีการศึกษาวิจัย เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยจากสารสกัดเมล็ดมะเกี๋ยง ในรูปแบบครีมและเจลที่ผสมสารสกัดเมล็ดมะเกี๋ยงความเข้มข้นร้อยละ 1.25 โดยน้ำหนัก ระบุว่าผลิตภัณฑ์ทั้งสองรูปแบบมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดีกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดที่ไม่มีส่วนผสมขอสารสกัดเมล็ดมะเกี๋ยง และไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองในกระต่ายและจากการทดสอบในอาสาสมัคร 15 คน พบว่าครีมมะเกี๋ยงและเจลมะเกี๋ยงมีประสิทธิภาคลดริ้วรอย และมีความคงตัวที่ดี

ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ ศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อ P.acnes ของสารสกัดและน้ำหมักชีวภาพจากพืชสมุนไพรพบว่าสารสกัดเมล็ดมะเกี๋ยงแห้ง และสารสกัดเมล็ดมะเกี๋ยงสดที่สกัดโดยการ reflux ด้วยเอทานอล 50% และหมักด้วยเอทานอล 95% มีฤทธิ์ต้านเชื้อ P.acnes ต่ำสุด คือ 0.623% W/V หรือ 6.25mg/ml

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

จากการศึกษาวิจัยทางพิษวิทยา พบว่า สารสกัดเนื้อมะเกี๋ยงด้วยน้ำ ไม่พบความเป็นพิษเฉียบพลันและกึ่งเฉียบพลันในหนูขาว และยังมีฤทธิ์เหนี่ยวนำระบบต้านอนุมูลอิสระในตับหนู

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สำหรับการรับประทานผลสุกแบบสดๆ ของมะเกี๋ยง หรือรับประทานในรูปแบบอาหารน่าจะมีประโยชน์และความปลอดภัยมากกว่าการบริโภคแบบแปรรูปอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม หากรับประทานมากจนเกินไปอาจทำให้ท้องเสีย หรือท้องเดินได้ เพราะผลสุกของมะเกี๋ยงมีรสเปรี้ยวผสมอยู่ ส่วนการรับประทานเพื่อหวังผลในการรักษาป้องกันโรค ควรรับประทานแต่พอดี ไม่ควรใช้เกินขนาดที่ระบุไว้ในตำรายาต่างๆ และไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไปเพาะอาจส่งผลต่อสุขภาพได้