โรคต่างๆ

ประโยชน์ของเร่ว

ถิ่นกำเนิดของเร่วนั้น เชื่อกันว่าเป็นพืชป่าดั้งเดิมของไทย และพบในแถบเดียวกับที่พบกระวานไทย แต่มีบางรายงานระบุว่า เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกกลาง
สำหรับแหล่งที่เชื่อกันว่าเป็นถิ่นกำเนิดของเร่วในประเทศไทย ได้แก่ บนภูเขาสูงในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เขาสอยดาว ซึ่งอยู่ติดชายแดนเขมร และในจังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา ปัตตานี ตรัง ยะลา นราธิวาส สุราษฎร์ธานี เป็นต้น ในปัจจุบันสามารถพบเร่วได้เชื่อทุกภาคของประเทศโดยเฉพาะภาคเหนือ , ภาคอีสาน , ภาคตะวันออก และภาคใต้บางจังหวัด

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณเร่ว

เมล็ดและผลของเร่วใหญ่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องเทศแทนกระวานได้ และในปัจจุบันยังสามารถนำมาผลิตหรือใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เครื่องสำอางค์ น้ำมันหอมระเหย และผลิตภัณฑ์อาหารได้อีกด้วย

ส่วนสรรพคุณทางยาของเร่วนั้น ตามตำรายาไทยระบุว่า ผลเร่วน้อย รสร้อนเผ็ดปร่า แก้ไข้ แก้ริดสีดวง แก้หืดไอ เสมหะ แก้ระดูขาว แก้ไข้สันนิบาต เมล็ดเร่วน้อย รสร้อนเผ็ดปร่า ขับลมในลำไส้ แก้ท้องขึ้น อืดเฟ้อ ปวดท้อง แก้คลื่นเหียน อาเจียน แก้ริดสีดวง หืดไอ กัดเสมหะ แก้ไข้สันนิบาต ขับน้ำนม ผลเร่วใหญ่ รสมันเฝื่อนติดเปรี้ยว แก้ไข้เพื่อดีและเสมหะ แก้ริดสีดวงทวารทั้ง 9 รักษาอาการขัดในทรวง บรรเทาอาการกระหายน้ำ แก้ธาตุพิการ แก้ท้องอืดเฟ้อจุกเสียด แก้ปวดท้อง แก้มุตกิดระดูขาว แก้หืดไอ แก้เสมหะอันบังเกิดแต่ดี แก้โลหิตขึ้นเบื้องสูง แก้ไข้สันนิบาต ขับผายลม ทำให้เรอ เมล็ดเร่วใหญ่ รสร้อนเผ็ดปร่า ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับน้ำนมหลังคลอด แก้ปวดท้อง แก้คลื่นเหียนอาเจียน ลดไขมันในเลือด ลดความเป็นพิษของสารพิษต่อตับ แก้ริดสีดวง หืดไอ ขับเสมหะ แก้ความดันโลหิตต่ำ แก้ไข้สันนิบาต ราก แก้หืด แก้ไอ แก้ไข้เซื่องซึม ต้น แก้คลื่นเหียน อาเจียน ใบ ขับลม แก้ปัสสาวะพิการดอก แก้พิษอันเกิดเป็นเม็ดผื่นคันตามร่างกายผลรักษาโรคริดสีดวงทวาร แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้ปวดท้อง

นอกจากนี้ในตำรายาต่างๆ ยังระบุว่าผลเร่วจัดอยู่ใน “พิกัดทศกุลาผล” คือการจำกัดจำนวนตัวยาตระกูลเดียวกัน 10 อย่าง มี ชะเอมทั้งสอง (ชะเอมเทศ, ชะเอมไทย), ลูกผักชีทั้งสอง (ผักชีล้อม, ผักชีลา), อบเชยทั้งสอง (อบเชยเทศ, อบเชยไทย) ลำพันทั้งสอง (ลำพันแดง, ลำพันขาว) และลูกเร่วทั้งสอง (เร่วน้อย, เร่วใหญ่) มีสรรพคุณ แก้ไข้เพื่อดีและเสมหะ ขับลมในลำไส้ บำรุงธาตุ บำรุงปอด แก้รัตตะปิตตะโรค แก้ลมอัมพฤกษ์ อัมพาต บำรุงกำลัง บำรุงดวงจิตให้แช่มชื่น แก้ไข้

ตำรับ “ยาเลือดงาม” มีส่วนประกอบของลูกเร่วหอม ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ แก้มุตกิด เป็นต้น

ลักษณะทั่วไปเร่ว

โดยทั่วไปแล้วลักษณะทั่วไปของเร่วน้อยและเร่วใหญ่จะคล้ายๆกัน โดยจะมีส่วนของผลเท่านั้นที่แตกต่างกัน ซึ่งลักษณะทั่วไปของเร่วมีดังนี้

สล็อต

เร่วจัดเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าหรือลำต้นอยู่ในดิน มีลำต้นเทียมเป็นกาบแข่งโผล่เหนือดินขึ้นมา สูงได้ 2-4 เมตร โดยเป็นพืชสกุลเดียวกับ กระวาน ข่า ขิง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ผิวใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ลักษณะของใบเรียวยาว เป็นรูปขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมใบหอกปลายใบเรียวแหลม ห้อยลง มีความยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตรและกว้างประมาณ 5-7 เซนติเมตร ก้านใบเป็นแผ่นมีขนาดสั้น ดอกมีสีขาว ออกเป็นช่อจากยอดที่แทงขึ้นมาจากเหง้า เป็นดอกฝอยขนาดเล็กดอกจะรวมอยู่ในก้านเดียวกันเป็นช่อยาว ๆ คล้ายกับดอกข่า กลีบดอกเป็นสีขาวหรือชมพูอ่อนแล้วจะเปลี่ยนสีน้ำตาลเทา โคนกลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นท่อ ปลายแยกเป็นกลีบมีก้านช่อดอกสั้น

ส่วนผลของเร่วนั้นสามารถจำแนกออกได้ดังนี้ เร่วน้อย ผลค่อนข้างกลม ลักษณะเป็น 3 พู ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.0-1.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร มีขน ผลแก่สีน้ำตาลแดง มีเมล็ดจำนวนมากจับกันเป็นกลุ่มก้อนกลม หรือกลมรี มี 3 พู แต่ละพูมีเมล็ด 3-15 เมล็ด อยู่เรียงแน่น 3-4 แถว เมล็ดรูปร่างไม่แน่นอน มีหลายเหลี่ยมและเป็นสันนูน กว้าง 2-3 มม. ยาว 2.5-4 มม. สีน้ำตาลเข้มหรือสีน้ำตาลดำ ผิวนอกเรียบมีเยื่อบางหุ้ม ปลายแหลมของเมล็ดมีรูเห็นเด่นชัด เมล็ดแข็ง เนื้อในเมล็ดสีขาวอมเหลือง กลิ่นหอมฉุน รสเผ็ดซ่าและขมเล็กน้อย เร่วใหญ่ ผลเรียวยาวหรือขอบขนานแกมสามเหลี่ยม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 ซม. มีขนอ่อนสีน้ำตาลแดงปกคลุม ภายในมีเมล็ดเป็นกลุ่ม 10-20 เมล็ด ลักษณะเหมือนเร่วน้อย ผลมีรสมันเฝื่อนติดเปรี้ยว เมล็ด รสร้อนเผ็ดปร่า

การขยายพันธุ์เร่ว

เร่งเป็นพืชที่ชอบขึ้นในที่ค่อนข้างชื้นพอสมควรและพบขึ้นกระจัดกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศโดยเฉพาะในสังคมป่าดิบชื้นและป่าดิบแล้ง เร่วสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด การใช้เหง้าและการแยกหน่อหรือต้นกล้า แต่วิธีที่นิยมในปัจจุบัน คือ วิธีการแยกหน่อ ซึ่งควรเลือกต้นกล้าหรือหน่อที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไป โดยทำการแยกต้นกล้าที่มีไหลติดอยู่ด้วยมาปลูกเพราะจะมีการแตกหน่อได้ดี และในช่วงเร่วอายุ 1 ปี จะมีการแตกหน่อใหม่อยู่ในช่วง 4-5 หน่อต่อกอ

ทั้งนี้ควรปลูกภายใต้ร่มเงาของ สวนผลไม้ หรือสวนไม้ป่าที่มีร่มเงาประมาณ 50-60 % โดยมีระยะปลูกที่เหมาะสมของการปลูกเร่ว ประมาณ 1 เมตร หรือมีจำนวนต้นอยู่ในช่วง 1,200-1,300 กอต่อไร่

สำหรับการเก็บเกี่ยวผลผลิตจะเริ่มเก็บเมื่อเร่วมีอายุประมาณ 3 ปี โดยการเลือกกิ่งเหง้าที่จะนำไปจำหน่ายควรเลือกเหง้าที่มีลักษณะใหญ่ 1-2 ต้นต่อกอโดยปล่อยต้นที่เหลือในกอมีเจริญเติบโตและแตกต้นใหม่ต่อไป

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

สล็อตออนไลน์

แก้อาการท้องอืดเฟ้อ ขับลมแน่นจุกเสียด นำเมล็ดในจากผลแก่มาบดเป็นผง รับประทานครั้งละ 1-3 กรัม (ประมาณ 3-9 ผล) วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร และในตำรายาไทย – จีน จะใช้เร่วน้อย และเร่วใหญ่ ขับลม บรรเทาอาการท้องเสีย และครรภ์รักษา แก้อาการอาเจียน แก้ไข้ แก้ไอ ขับน้ำนม แก้ธาตุพิการ แก้ปวดท้อง รับประทานอาหารไม่ได้ โดยใช้เมล็ดบดเป็นผง ครั้งละประมาณ 7-8 กรัม ชงกับน้ำขิงต้ม ใช้ดื่มบ่อยๆ แก้อาการเป็นพิษ โดยใช้ผง ชงกับน้ำอุ่นดื่ม บำรุงธาตุ แก้อาการท้องอืดเฟ้อ และปวดท้อง โดยใช้เมล็ดเร่ว ผสมกับหัวแห้วหมู รากชะเอมและขิงแห้งร่วมกัน แก้ประจำเดือนมามากกว่าปกติ โดยใช้ผลเร่วแห้งหนัก 7-8 กรัม รางไฟจนแห้งกรอบแล้วบดเป็นผงชงน้ำรับประทานบ่อยๆ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ทดสอบฤทธิ์ยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหารของสารสกัดจากเมล็ดเร่วใหญ่ ในหนูขาวเพศผู้สายพันธุ์ Sprague-Dawley โดยการป้อนสารสกัดพืชแก่หนู หลังจากนั้น 30 นาที ป้อน 60% ethanol ใน 150 mM HClปริมาณ 0.5 ml/100g เพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร หลังจากหนูได้รับ HCl-ethanol แล้ว 1 ชั่วโมง จึงแยกกระเพาะอาหารออกมาศึกษา ผลการทดสอบพบว่าส่วนสกัดย่อยที่ 4 (150 mg/kg) และส่วนสกัดย่อยที่ 6 (100 mg/kg) ที่แยกจากสารสกัดบิวทานอล ทำให้ขนาดแผลในกระเพาะอาหารลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่า lesion index เท่ากับ 5.6±0.56** และ 23.8±1.97* ตามลำดับ (*p<0.05, *p<0.01 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม) โดยส่วนสกัดย่อยทั้งสองชนิดออกฤทธิ์ได้ดีกว่าสารมาตรฐาน cimetidine (lesion index เท่ากับ 25.6±2.12)

ฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งกรด ผลยับยั้งการหลั่งกรดในหนูที่ผ่านการทำ pyrolic ligation (ผูกกระเพาะอาหารส่วนปลาย) เพื่อกระตุ้นการหลั่งกรด และตัดกระเพาะอาหารออกมาศึกษา พบว่าสารสกัดบิวทานอล (350 mg/kg) และสารสกัดเอทานอล (1,000 mg/kg) จากเมล็ดเร่วใหญ่ สามารถลดปริมาณกรดรวมในกระเพาะอาหารได้ โดยมีค่าปริมาณกรดรวม (total acid output) เท่ากับ 42.73±3.89 และ 54.67±10.58 mEq/mL ตามลำดับ (p<0.05 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม) สารมาตรฐาน cimetidine (total acid output เท่ากับ 19.65±5.39 mEq/mL)

สอดคล้องกับการทดสอบฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหารของสารสกัดจากเร่ว สารสกัดเมทานอลขนาด 250 และ 500 มก./กก.น้ำหนักตัว สามารถลดการหลั่งน้ำย่อยและของเหลวในกระเพาะอาหารหนูแรท และลดการหลั่งกรดได้ตามขนาดที่ได้รับ อีกทั้งมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์เปปซินได้ 33.74 และ 54.90% ตามลำดับ ในขณะที่สารสกัดแอลกอฮฮล์จากเมล็ดเร่ว ขนาด 250 และ 500 มก./กก.น้ำหนักตัว มีผลยับยั้งฤทธิ์ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้จากการเหนี่ยวนำด้วย L-dopa ได้ 59.36 ± 3.27% และ 69.38 ± 3.46% ตามลำดับ จึงเป็นส่วนช่วยสนับสนุนฤทธิ์ของเมล็ดเร่วเพื่อบรรเทาโรคในระบบทางเดินอาหารตามภูมิปัญญาดั้งเดิม (5)

jumboslot

ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด สารสกัดด้วยน้ำ:แอลกอฮออล์ (1:1) จากเมล็ดเร่ว ความเข้มข้น 20-500 มคก./มล. สามารถกระตุ้นการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์เพิ่มขึ้นตามสารสกัดที่ได้รับ และเมื่อให้สารสกัดจากเร่วขนาด 500 มคก./มล.ร่วมกับอินซูลิน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของอินซูลินในการนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อฉีดการสารสกัดน้ำจากเมล็ดเร่ว ขนาด 2.5 มก./กก.น้ำหนักตัว เข้าทางช่องท้องของหนูเม้าส์ที่เวลา 2 วันก่อนการเหนี่ยวนำให้เกิดเบาหวานด้วยการฉีด alloxan มีผลป้องกันการเกิดเบาหวานในสัตว์ทดลอง โดยคงระดับน้ำตาลให้อยู่ในค่าปกติและป้องกันการลดลงของระดับอินซูลินได้ เมื่อทำการผ่าพิสูจน์ซากของหนูเบาหวานพบว่าเกิดความเสียหายบริเวณเซลล์แลงเกอร์ฮานส์ของตับอ่อนและเซลล์ลดขนาดลง แต่ไม่พบความผิดปกตินี้ในกลุ่มที่ได้รับสารสกัดจากเมล็ดเร่ว (7) เช่นเดียวกับการศึกษาของ Lee และคณะที่พบว่าสารสกัดน้ำจากเมล็ดเร่วสามารถป้องกันความเสียหายจากการเกิดความเครียดออกซิเดชันในเซลล์ตับอ่อนเพาะเลี้ยงจากหนูแฮมสตอร์จากการเหนี่ยวนำด้วยalloxan โดยลดการเกิดอนุมูลอิสระ (reactive oxygen species: ROS) ลดระดับแคลเซียมไอออนภายในเซลล์ ลดการแตกหักของสายดีเอ็นเอ (DNA fragmentation) ร่วมกับการเพิ่ม NAD+ และระดับ ATP ในเซลล์ และเมื่อบ่มเซลล์แลงเกอร์ฮานส์ของตับอ่อนด้วยสารสกัดน้ำจากเมล็ดเร่วและ alloxan สามารถป้องกันฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อนของ alloxan ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดเบาหวานได้

ฤทธิ์ในยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori เชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori เป็นสาเหตุหลักในการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหารได้ พบว่าสารสกัดเอทานอลจากเมล็ดเร่วใหญ่ สามารถยับยั้งเชื้อ H. pylori ได้ดีที่สุด โดยมีค่าความเข้มข้นต่ำสุดในการยับยั้ง (MIC) เท่ากับ 1.43 μg/ml เทียบเท่ากับยามาตรฐาน ampicillim (MIC เท่ากับ 1.00 μg/ml)

ฤทธิ์ปกป้องตับ ศึกษาฤทธิ์ปกป้องตับของสารสกัดน้ำจากเร่วใหญ่ ในหนูขาวเพศผู้สายพันธุ์ Sprague-Dawley ให้หนูได้รับสารไดเมททิลไนโตรซามีน (DMN) ขนาด 10 mg/kg โดยการฉีดเข้าช่องท้อง 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 3 สัปดาห์ เพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดตับอักเสบกึ่งเรื้อรัง ร่วมกับการป้อนสารสกัดน้ำจากเร่วหอม ในขนาด 50 หรือ 100 mg/kg ในหนูแต่ละกลุ่ม โดยให้วันละครั้ง เป็นระยะเวลานาน 3 สัปดาห์ จากนั้นจึงนำตับ และเลือดมาศึกษา ผลการศึกษาพบว่าการให้สารสกัดน้ำจากเร่วหอม ในขนาด 100 mg/kg สามารถลดระดับของเอนไซม์ตับ ซึ่งบ่งบอกภาวะการอักเสบของตับลดลง โดยมีปริมาณที่ตรวจพบในซีรัมดังนี้ alanine aminotransferase (123.6±39.9IU/L), aspartate aminotransferase (227.9±69.6 IU/L), alkaline phosphatase (820.9±360.9 IU/L) และ total bilirubin (0.50±0.50g/dL*) (p<0.01, * p<0.05 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับเฉพาะ DMN) การตรวจสอบในเนื้อเยื่อตับ พบว่าปริมาณสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบลดลงได้แก่ malondialdehyde (MDA) โดยมีปริมาณเท่ากับ 53.6±9.1 μM/g tissue) มีค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับเฉพาะ DMN (p<0.01) และลดการสะสมของคอลลาเจนในเซลล์ตับ วัดจากปริมาณ hydroxyproline มีค่าเท่ากับ 30.5 6.9 mg/g tissue ซึ่งมีค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับเฉพาะ DMN (p<0.01) นอกจากนี้สารสกัดน้ำจากเร่วหอม ยังมีผลช่วยให้ระดับของสารต้านอนุมูลอิสระในเนื้อเยื่อตับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีปริมาณของ total antioxidant capacity (2.54±0.14μM/mg tissue), superoxide dismutase (0.30±0.04U/mg tissue), glutathione (2.10±0.52μM/mg tissue) และ catalase (605.0±103.9 U/mg tissue) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับเฉพาะ DMN)

เมื่อป้อนหนูแรทด้วยส่วนสกัดเมทานอลจากเมล็ดเร่ว ขนาด 25, 50 และ 100 มก./กก.น้ำหนักตัว ในช่วงสัปดาห์ที่ 7-14 ของการเหนี่ยวนำให้เกิดผังผืดในตับด้วยการฉีดthioacetamide 200 มก./กก. เป็นเวลา 14 สัปดาห์ ช่วยลดการเกิดผังผืดในตับได้ โดยอาศัยฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน ลดระดับอนุพันธ์ออกซิเจนที่ว่องไว (reactive oxygen species; ROS) เพิ่มปริมาณกลูต้าไธโอน และกลูต้าไธโอนเปอร์ออกซิเดส (glutathione-peroxidase) ยับยั้งการสะสมคอลลาเจนในเซลล์ตับ รวมถึงช่วยลดระดับไซโตคานย์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบและการสร้างพังผืดในเนื้อเยื่อตับได้แก่nitric oxide synthase (iNOS), tumor necrosis factor alpha (TNF-α), transforming growth factor beta (TGF-β), platelet-derived growth factor beta (PDGF-β) และ connective tissue growth factor (CTGF) (10) นอกจากนี้ยังมีผลลดการเกิดพังผืดในตับของสัตว์ทดลองที่ผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก เมื่อป้อนสารสกัดเอทิลอะซีเตทจากผลเร่วที่ขนาด 12.5, 25 หรือ 50 มก./กก. หรือยา ursodeoxycholic acid ขนาด 25 มก./กก. สามารถป้องกันการเกิดพังผืดในตับ ลดอาการท้องมาน และลดการสะสมคอลลาเจนในเซลล์ตับในหนูแรทที่ถูกตัดถุงน้ำดี และเมื่อบ่มเซลล์สเตลเลต (LX-2 cells stellate cell) ที่แยกจากหนูแรทด้วยสารสกัดเอทิลอะซีเตทจากเมล็ดเร่ว พบว่าสารสกัดจากเร่วจะยับยั้งการส่งต่อสัญญาณของ α-SMA และ Smad2/3 จากการกระตุ้นด้วย TGF- β ส่งผลให้การเกิดพังผืดในตับลดลง

[NPC5]
ฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร ทดสอบในหลอดทดลองกับเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร 3 ชนิด ที่แยกได้จากคน ได้แก่ AGS, KATO III และ SNU638 ผลการทดสอบพบว่าส่วนสกัดย่อยที่ 4 ที่แยกจากสารสกัดบิวทานอลของเมล็ดเร่วใหญ่ สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งทั้ง 3 ชนิดได้ ที่ความเข้มข้น 1.0 และ 0.5 p.g/mL ภายหลังจากการสัมผัสสารทดสอบที่เวลา 24 และ 48 ชั่วโมง ตามลำดับ (Lee, et al.,2007) โดยสรุปสารสกัดจากเร่วสามารถนำไปพัฒนาในการรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และมะเร็งกระเพาะอาหารได้

การศึกษาทางพิษวิทยา

สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์:น้ำ (1:1) จากผลแห้งแก่ของเร่ว ไม่แสดงอาการพิษ เมื่อฉีดเข้าใต้ผิวหนัง 1 ก./กก.(น้ำหนักตัว) และเมื่อป้อนให้หนูเม้าส์กินที่ขนาด 32 ก./กก.น้ำหนักตัว (ซึ่งเท่ากับ 16,000 เท่าในคน) ไม่แสดงอาการพิษเช่นกัน โดยพบขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง (LD50) เมื่อฉีดเข้าใต้ผิวหนัง คือ 34.3 ก./กก.น้ำหนักตัว

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้เร่วเป็นสมุนไพรเพื่อหวังสรรพคุณในการรักษาโรคต่างๆนั้น ก็เหมือนกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ นั่นก็คือไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินกว่าที่ตำรับยาต่างๆกำหนดและไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ส่วนผู้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ