โรคต่างๆ

สรรพคุณกระเจี๊ยบแดง

กระเจี๊ยบแดง มีถิ่นกำเนิดในประเทศซูดาน รวมถึงประเทศใกล้เคียงในแถบทวีปแอฟริกาแล้วมีการกระจายพันธุ์ไปยังทั่วโลก เช่น อินเดีย มาเลเซีย และประเทศไทย โดยในประเทศไทยนั้นพบบันทึกการปลูกในไทยครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2510 โดยกรมประชาสงเคราะห์ได้นำกระเจี๊ยบแดงพันธุ์ซูดานเข้ามาปลูกที่นิคมสร้างตัวเอง อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี แล้วจึงมีการขยายพื้นที่ปลูกไปยังภาคต่างๆทั่วประเทศ ในปัจจุบันมีแหล่งเพาะปลูกกระเจี๊ยบแดงที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี สระบุรี อุตรดิตถ์ กาญจนบุรี และฉะเชิงเทรา

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณกระเจี๊ยบแดง
แก้อาการขัดเบา
แก้เสมหะ
ช่วยขับน้ำดี
ช่วยลดไข้
แก้ร้อนใน
แก้ไอ
ขับนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
แก้อ่อนเพลีย
บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง บำรุงโลหิต
แก้กระหายน้ำ
รักษาไตพิการ
ขับเมือกมันให้ลงสู่คูทวารหนัก ละลายไขมันในเลือด
เป็นยาระบาย
แก้ไตพิการ
ลดอาการบวม
แก้เลือดออกตามไรฟัน
เป็นยาฆ่าพยาธิตัวจี๊ด
รักษาแผลอักเสบ แผลติดเชื้อ
แก้โรคเบาหวาน
ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
ช่วยป้องกันโรคต่อมลูกหมากโต
ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง

สล็อต

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้ขับปัสสาวะ ให้ใช้กลีบกระเจี๊ยบแดงแห้ง บดเป็นผง 3 กรัม (หรือ 1 ช้อนชา) ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วยแก้ว ดื่มวันละ 3 ครั้ง นาน 7 วัน ถึง 1 ปี หรือจนกว่าอาการจะหาย รักษาโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ ด้วยการใช้ผลแห้งนำมาบดเป็นผง ใช้รับประทานครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะแล้วดื่มน้ำตาม วันละ 3-4 ครั้ง ช่วยแก้โรคพยาธิตัวจี๊ด หรือจะใช้ผลอ่อนนำมาต้มรับประทานติดต่อกัน 5-8 วัน หรือจะใช้ทั้งต้นใส่หม้อต้มกับน้ำ 3 ส่วน เคี่ยวไฟจนงวดให้เหลือ 1 ส่วน แล้วผสมกับน้ำผึ้งกึ่งหนึ่ง ใช้รับประทานวันละ 3 เวลา หรือจะรับประทานน้ำยาเปล่า ๆ ก็ได้จนหมดน้ำยา แก้อาการขัดเบา โดยใช้กลีบเลี้ยงของผลหรือกลีบรองดอกสีม่วงแดง นำมาตากแห้งแล้วบดให้เป็นผง นำมาใช้ครั้งละ 1 ช้อนชา (ประมาณ 3 กรัม) ใช้ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วย (ประมาณ 250 มิลลิลิตร) แล้วนำมาเฉพาะน้ำสีแดงใส วันละ 3 ครั้ง ดื่มติดต่อกันทุกวันจนกว่าอาการจะดีขึ้นและหายไป

ลักษณะทั่วไปกระเจี๊ยบแดง
ลำต้นกระเจี๊ยบแดงจัดเป็นไม้พุ่ม มีลักษณะลำต้นเป็นทรงพุ่ม สูงประมาณ 1-2.5 เมตร (แล้วแต่สายพันธุ์) ขนาดลำต้นประมาณ 1-2 ซม. แตกกิ่งก้านตั้งแต่โคนต้น ต้นอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่ ลำต้น และกิ่งมีสีแดงม่วง เปลือกลำต้นบางเรียบ สามารถลอกเป็นเส้นได้รากกระเจี๊ยบเป็นระบบรากแก้ว และแตกรากแขนง รากอยู่ในระดับความลึกไม่มาก

ใบกระเจี๊ยบแดง เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับตามความสูงของกิ่ง มีลักษณะคล้ายปลายหอก ยาวประมาณ 7-13 ซม. มีขนปกคลุมทั้งด้านบนด้านล่าง ปลายใบแหลม โคนใบมน ส่วนปลายเว้าลึกคล้ายนิ้วมือ 3 นิ้ว หรือเป็น 5 แฉก ระยะห่างระหว่างแฉก 0.5-3 ซม. ลึกประมาณ 3-8 ซม. มีเส้นใบ 3-5 เส้น เส้นใบด้านล่างนูนเด่น มีต่อมบริเวณโคนเส้นกลางใบ 1 ต่อม มีหูใบเป็นเส้นเรียวยาว 0.8-1.5 ซม. ใบที่มีอายุน้อย และใบใกล้ดอกจะมีขนาดเล็กรูปไข่ ใบกระเจี๊ยบแดงบางพันธุ์จะไม่มีแฉก มีลักษณะโคนใบมน และเรียวยาวจนถึงปลาย มีก้านใบมีแดงม่วงเหมือนสีของกิ่ง เส้นใบด้านล่างนูนชัด

ดอกกระเจี๊ยบแดงออกเป็นดอกเดี่ยว ดอกแทงออกตามซอกใบตั้งแต่โคนกิ่งถึงปลายกิ่ง ดอกมีก้านดอกสั้น สีแดงม่วง ดอกมีกลีบเลี้ยง ประมาณ 5 กลีบ หุ้มดอกบนสุด มีขนาดใหญ่ มีลักษณะอวบหนา มีสีแดงเข้มหุ้มดอก และกลีบรองดอก ที่เป็นกลีบด้านล่างสุด มีขนาดเล็ก 8-12 กลีบ มีสีแดงเข้ม กลีบทั้ง 2 ชนิดนี้ จะติดอยู่กับดอกจนถึงติดผล และผลแก่ ไม่มีร่วง ดอกเมื่อบานจะมีกลีบดอกสีเหลืองหรือสีชมพูอ่อนหรือสีขาวแกมชมพู เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 เซนติเมตร บริเวณกลางดอกมีสีเข้ม ส่วนของดอกมีสีจางลง เมื่อดอกแก่กลีบดอกจะร่วง ทำให้กลีบรองดอก และกลีบเลี้ยงเจริญขึ้นมาหุ้ม

สล็อตออนไลน์

ผล ลักษณะของผลเป็นรูปรีมีปลายแหลม ผลมีความยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร ผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่จะแห้งแตกเป็น 5 แฉก ในผลมีเมล็ดสีน้ำตาล ลักษณะคล้ายรูปไตอยู่จำนวนมาก ประมาณ 30-35 เมล็ดต่อผล และผลยังมีกลีบเลี้ยงหนาสีแดงฉ่ำน้ำหุ้มอยู่ เราจะเรียกส่วนนี้ว่ากลีบกระเจี๊ยบหรือกลีบรองดอก (Calyx) หรือที่คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นดอกกระเจี๊ยบนั่นเอง

การขยายพันธุ์กระเจี๊ยบแดง
การขยายพันธุ์กระเจี๊ยบแดงสามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด และสามารถปลูกได้ทุกฤดู แต่ที่นิยมจะปลูกมากในช่วงต้นฤดูฝนจนถึงปลายฝน ซึ่งอาจปลูกด้วยการหว่านหรือหยอดเมล็ดลงหลุมหรือการเพาะเมล็ดในถุงเพาะชำก่อนย้อยลงแปลงปลูกก็ได้ แต่ทั่วไปนิยมการหว่านเมล็ดหรือหยอดเมล็ดที่สุด เพราะสะดวก ประหยัดเวลาและลดต้นทุนได้มากกว่าซึ่งวิธีการปลูกมีดังนี้

การเตรียมดินการปลูกในแปลงดินจำเป็นต้องเตรียมดินด้วยการไถพรวน และกำจัดวัชพืชก่อน 1-2 ครั้ง ไถแต่ละครั้งควรตากดิน 3-7 วัน ก่อนปลูก การไถครั้งสุดท้ายก่อนปลูก ควรหว่านโรยด้วยมูลสัตว์รองพื้นหรือผสมปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 เล็กน้อย ทั้งนี้ อาจปลูกแบบยกร่องหรือไม่ต้องยกร่องก็ได้ แต่หากปลูกในฤดูฝนควรไถยกร่อง เพื่อป้องกันน้ำท่วมขังต้นกระเจี๊ยบแดง และควรเว้นระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 80-100 ซม.การปลูกการปลูกในแปลงอาจใช้วิธีการหว่านเมล็ดหรือหยอดเมล็ด หากหว่านเมล็ดจะใช้ปลูกในแปลงที่ไม่ยกร่อง ส่วนการหยอดเมล็ดมักใช้กับแปลงที่ยกร่อง การหว่านเมล็ดจะต้องหว่านให้เมล็ดตกห่างกันในระยะประมาณ 80-100 ซม. ต่อต้น ส่วนการหยอดเมล็ดก็เช่นกัน ควรหยอดให้ห่างกันในแต่หลุมประมาณ 80-100 ซม. เช่นกัน

การดูแลกระเจี๊ยบแดงเป็นพืชไร่ที่ไม่ต้องการน้ำมาก การปลูกกระเจี๊ยบแดงส่วนมากจะปลูกในช่วงฤดูฝน ดังนั้น การให้น้ำจึงไม่จำเป็นต้องให้น้ำเป็นพิเศษ ส่วนมากมักจะปล่อยให้เติบโตโดยอาศัยน้ำจากฝนเท่านั้น ในระยะ 1-3 เดือนแรก จำเป็นต้องมั่นกำจัดวัชพืชเป็นพิเศษ เพราะการปลูกในช่วงฤดูฝนหญ้าจะเติบโตเร็วมาก หากไม่กำจัดออกจะทำให้หญ้าขึ้นคลุมต้นกระเจี๊ยบแดงได้ ทั้งนี้ดอกกระเจี๊ยบแดงจะออกดอกไม่พร้อมกัน มีการทยอยออกตามความสูงของกิ่งจนถึงปลายกิ่ง ดังนั้น เมื่อกิ่งโตยาวเต็มที่ และดอกบริเวณปลายกิ่งแทงออกแล้วให้ทำการเด็ดยอดในแต่ละกิ่งทิ้ง เพื่อให้กระเจี๊ยบแดงเติบโตเฉพาะส่วนดอกได้ดี อนึ่งกระเจี๊ยบแดงเป็นพืชที่มีความทดต่อสภาพแห้งแล้วได้ดี และมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 120 วัน ซึ่งกระเจี๊ยบแดง 8 – 10 กิโลกรัมเมื่อตากแห้งแล้วจะได้กระเจี๊ยบแดงแห้งประมาณ 1 กิโลกรัม

jumboslot

การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ เมื่อป้อนสารสกัดกลีบเลี้ยงดอกกระเจี๊ยบด้วยน้ำให้กับกระต่าย ทางสายยางสู่กระเพาะอาหาร พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายเป็นจำนวนครึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่าเท่ากับ 129.1 ก./กก. และสารสกัดชนิดเดียวกัน เมื่อป้อนให้กับหนูถีบจักร และหนูขาว ในขนาด 4 มก./กก. ไม่ทำให้เกิดพิษต่อหนู เมื่อป้อนชาชงกลีบเลี้ยงดอกกระเจี๊ยบให้กับหนูขาว พบว่าขนาดที่ทำให้หนูตายเป็นจำนวนครึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่าเท่ากับ 5 ก./กก. และเมื่อฉีดสารสกัดน้ำจากดอกเข้าช่องท้องหนูถีบจักรทั้งสองเพศ มีค่า LD50 มากกว่า 5,000 มก./กก.

พิษต่อเซลล์สารสกัดน้ำ ไดคลอโรมีเทน และเอทานอลของกระเจี๊ยบแดง เมื่อทำการทดสอบความเป็นพิษด้วยวิธี brine shrimp bioassays พบว่า LD50 มีค่าเท่ากับ 9.59, 24.51 และ 4.75 มคก./มล. ตามลำดับ สารสกัดดอกกระเจี๊ยบด้วย 70% อัลกอฮอล์ เมื่อทำการทดสอบต่อเซลล์มะเร็งที่ช่องท้อง (CA-Ehrlich-Ascites) พบว่ามีพิษต่อเซลล์มะเร็ง สาร protocatechuic acid (PCA) จากดอกกระเจี๊ยบ จะยับยั้งเซลล์ human promyelocytic leukemia HL-60 โดยในขนาด 2 มิลลิโมล จะมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ internucleosomal DNA fragmentation และเซลล์ตาย หลังจาก 9 ชม.ที่ได้รับสาร PCA ส่วนสารสกัดดอกกระเจี๊ยบด้วยน้ำ ความเข้มข้น 10% พบว่ามีพิษต่อเซลล์ Hela อย่างอ่อน สารสกัดดอกกระเจี๊ยบด้วย 95% เอทานอล ความเข้มข้น 250 มคก./มล. ไม่มีพิษต่อเซลล์ Hela ยาต้มจากกระเจี๊ยบ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้) ความเข้มข้น 2,000 มคก./มล. ให้ผลเป็นพิษต่อเซลล์ HEPG2/C3A, PLC/PRF/5, HA22T/VGH, CA-SK-HEP-1 และ hepatoma cell line HEP3B ไม่ชัดเจน

ฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง เมื่อฉีดสารสกัดด้วยน้ำจากกลีบเลี้ยงเข้าช่องท้องหนูถีบจักรทั้งสองเพศ ขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม พบว่ามีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง

slot

ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์สารสกัดผลกระเจี๊ยบด้วยความเข้มข้น 50 มคก./จานเพาะเลี้ยงเชื้อ และน้ำมันจากเมล็ด ทดสอบในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ พบว่ามีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ต่อเชื้อ Salmonella typhimurium TA98 และ TA100 แต่สารสกัดกลีบเลี้ยงดอกกระเจี๊ยบด้วยน้ำ ทำการทดลองในจานเพาะเลี้ยงเชื้อในความเข้มข้น 1-5 มก./จานเพาะเชื้อ พบว่าไม่มีผลต่อการก่อกลายพันธุ์ของเชื้อ S. typhimurium TA98 และ TA100 และเมื่อนำสารสกัดกลีบเลี้ยงดอกกระเจี๊ยบด้วยเอทานอล 80% (100 ก./ล.) ซึ่งทำให้แห้งด้วยวิธีแช่แข็งมาทดสอบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ (ขนาด 25 มก./จานเพาะเชื้อ) และทดสอบฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ (ขนาด 12.5 มก./จานเพาะเชื้อ) พบว่าสารสกัดกลีบเลี้ยงดอกกระเจี๊ยบมีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ แต่ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ต่อเชื้อ S. typhimurium TA98 และ TA100 ส่วนชาชงใบกระเจี๊ยบ ความเข้มข้น 100 มคล./แผ่น ทดสอบในจานเพาะเลี้ยงเชื้อกับเชื้อ S. typhimurium TA98, TA 100 ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการก่อกลายพันธุ์ด้วย ethylmethane sulfonate และ 2-amino-anthracene ตามลำดับ พบว่าสามารถต้านการก่อกลายพันธุ์ของเชื้อ S. typhimurium TA98 และ TA100 ได้

พิษต่อตับ ส่วนสกัดน้ำที่ได้จากสารสกัดอัลกอฮอล์:น้ำจากดอกกระเจี๊ยบ ป้อนให้หนูขาว (Wistar albino rat) 6 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ไม่ได้รับส่วนสกัด กลุ่มที่ 2, 3, 4, 5 และ 6 ได้รับส่วนสกัดจำนวน 1, 3, 5, 10 และ 15 ครั้ง ครั้งละ 250 มก./กก. ตามลำดับ พบว่าหนูทุกกลุ่มที่ได้รับส่วนสกัดจะมีค่า aspartate aminotransferase (AST) และ alanine aminotransferase (ALD) สูงขึ้น แต่ไม่มีผลต่อระดับของ alkaline phosphatase และ lactate dehydrogenase (LDH) หนูที่ได้รับส่วนสกัด 15 ครั้ง จะมีระดับอัลบูมินในเลือดสูงขึ้น ลักษณะเนื้อเยื่อของตับและหัวใจในหนูทุกกลุ่มไม่มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นในการกินส่วนสกัดนี้ในขนาดสูงและในระยะเวลานาน อาจทำให้เป็นพิษต่อตับได้

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง
การใช้กระเจี๊ยบแดงอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นยาระบาย
ในเพศชาย ควรหลีกเลี่ยงการกินกระเจี๊ยบแดงติดต่อกันเป็นเวลานาน เนื่องจากผลการศึกษา ในสัตว์ทดลองพบว่า ทำให้เกิดพิษต่อเซลล์ของอัณฑะและตัวอสุจิได้ส่วนในสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตร ก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันเพราะมีผลการศึกษาในหนูทดลองพบว่าอาจทำให้ลูกหนูเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ช้าลง
จากการศึกษาทางพิษวิทยา พบว่าหากรับประทานกระเจี๊ยบแดงในขนาดที่สูงและเป็นเวลานานอาจทำให้เป็นพิษต่อตับได้
ผู้ที่มีภาวการณ์ทำงานของไตบกพร่อง ไม่ควรรับประทานกระเจี๊ยบแดง หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกระเจี๊ยบแดง