โรคต่างๆ

สรรพคุณของกระทือ

กระทือมีถิ่นกำเนิดบริเวณเอเชียใต้ บริเวณประเทศอินเดีย และศรีลังกา ต่อมามีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณเขตร้อนใกล้เคียง เช่น บังคลาเทศ,พม่า,ไทย.มาเลเซีย,ลาว,อินโดนีเซีย เป็นต้น โดยมักพบแพร่กระจายทั่วไปในป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และชอบขึ้นบริเวณดินร่วน โดยเฉพาะบริเวณที่ชื้นข้างลำน้ำ สำหรับในประเทศไทย พบขึ้นมากตามป่าดงดิบที่มีความชื้นสูงทางภาคเหนือ รวมถึงตามริมลำธารของชายป่าในภาคใต้

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณกระทือ
กระทือเป็นพืชที่สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายประเภท เช่น หน่ออ่อนใช้รับประทานสดหรือลวกจิ้มน้ำพริกคล้ายกับข่า หรือรับประทานเป็นผักคู่กับอาหาร รวมถึงใช้หน่ออ่อนหรือหน่อแก่ใส่ในต้ม แกงต่างๆ เช่น แกงเผ็ด, แกงไตปลา และยังช่วยในการดับกลิ่น และเพิ่มกลิ่นหอมได้อีกด้วยแต่สำหรับเนื้อในของเหง้าจะมีรสขมเล็กน้อย ต้องนำมาหั่นแล้วขยำกับน้ำเกลือนาน ๆ ก่อนนำมารับประทาน โดยทางภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน มีการใช้เหง้าไปแกงกับปลาย่างเพื่อใช้รับประทาน ส่วนที่กาญจนบุรีก็มีการนำดอกแห้งของกระทือและเหง้ากระทือมาใช้รับประทานเป็นผักหรือใส่ในน้ำพริกรับประทานเช่นกัน ส่วนของใบใช้ห่อข้าวห่อของห่อปิ้งอาหาร ลำต้นนำมากรีดเป็นเส้น สามารถใช้ทำเป็นเชือกรัดของ ดอกกระทือก็สามารถนำไปใช้ปักแจกันเพื่อความสวยงามได้ นอกจากนี้สารสกัดจากกระทือด้วยเมทิลแอลกอฮอล์ สามารถนำมาใช้ป้องกันและกำจัดเหาได้เป็นอย่างดี

บำรุงน้ำนมสตรีให้บริบูรณ์
ลดอาการท้องอืด
ท้องเฟ้อ ขับลม แก้ลมจุกเสียด
ช่วยย่อยอาหาร
แก้ปวดมวนในท้อง
แก้บิด
แก้ไอ
บำรุงธาตุ
ขับปัสสาวะ
แก้แน่นหน้าอก กล่อมอาจม
ขับน้ำย่อยอาหารให้ลงสู่ลำไส้
แก้จุกเสียด
แก้พิษเสมหะ
ทำให้เจริญอาหาร
แก้ไข้
บรรเทาอาการปวดประจำเดือน
ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ

สล็อต

ลักษณะทั่วไปกระทือ
กระทือจัดเป็น ไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีลำต้นเทียมสูงได้ถึง 1 เมตร มีเหง้าใต้ดิน แตกแขนงเป็นกอ เปลือกเหง้าสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอม จะแทงหน่อใหม่ช่วงฤดูฝน ใบเป็นเดี่ยว เรียงสลับในระนาบเดียวกัน รูปใบหอก กว้าง 3-10 เซนติเมตร ยาว 14-40 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ หลังใบสีเขียวเป็นมัน ท้องใบสีเขียวนวล ก้านใบสั้นมาก ยาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร กาบใบเรียงตัวกันแน่น หุ้มเป็นลำต้นเทียม ดอกช่อ แบบช่อเชิงลด ก้านช่อดอกยาว 14-45 เซนติเมตร ตั้งตรง แทงออกมาจากเหง้าใต้ดิน ดอกทรงกระบอก กว้าง 4-5 เซนติเมตร ยาว 6-12 เซนติเมตร ปลายมน ใบประดับสีเขียวแล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม มี 10-25 ใบ เรียงซ้อนกันแน่นเป็นระเบียบ รูปไข่กลับกว้างหรือเกือบกลม กว้าง 3.0-3.2 ซม. ยาว 2.0-2.3 ซม. ปลายมน ขอบพับเข้าด้านใน ดอกบานสีขาวอมเหลืองโผล่ออกมาจากซอกใบประดับ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 3 แฉก กลีบบนรูปไข่กว้าง 0.9 ซม. ยาว 1.7 ซม. ปลายแหลม ผิวเกลี้ยง กลีบข้างรูปหอก กว้าง 0.5 ซม. ยาว 1.8 ซม. ปลายเรียวแหลม ผิวเกลี้ยง ดอกบานไม่พร้อมกัน กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอด กว้าง 0.1-0.35 ซม. ยาว 1.6-1.7 ซม. ปลายแยกเป็น 3 แฉก ผิวเกลี้ยง สีขาว เกสรเพศผู้ 1 อัน อับเรณูขนาดใหญ่ โค้ง มีรยางค์ที่ปลาย กว้าง 0.4 ซม. ยาว 1 ซม. ก้านชูอับเรณูสั้นมากยาว 0.1 ซม. เกสรเพศผู้เป็นหมันด้านข้าง 2 อัน สีเหลืองอ่อน เกสรเพศผู้เป็นหมันอันกลาง สีเหลืองอ่อน ตรงโคนมีแต้มสีเหลืองเข้ม เกสรเพศเมีย รังไข่รูปวงรี กว้าง 0.3 ซม. ยาว 0.4 ซม. ผิวเกลี้ยง มี 3 ช่อง พลาเซนตารอบแกนร่วม ก้านชูเกสรเพศเมียยาว 2.5 ซม. ยอดเกสรเพศเมียรูปกรวยหรือเกือบกลม ผล เป็นแบบผลแห้งแตก รูปไข่กลับ ขนาดเล็ก ผิวเรียบ สีแดง ยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร เมล็ดเป็นรูปขอบขนาน ค่อนข้างกลม มีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นริ้วสีขาว เมล็ดสีดำเป็นมัน

การขยายพันธุ์กระทือ
กระทือตามธรรมชาติจะแพร่ขยายพันธุ์ด้วยการแตกหน่อ และการงอกของเมล็ด การปลูกกระทือ มักจะนิยมขุดแยกเหง้าหรือหน่อออกจากเหง้าแม่ แล้วนำปลูกลงแปลง ซึ่งจะแตกต้นใหม่ และขยายจนเป็นกอใหญ่ โดยหน่อที่ขุดแยก ควรเป็นหน่อแก่ และให้มีลำต้นติดมาด้วย แต่ให้ตัดเหลือลำต้นสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร ก่อนนำลงปลูก

ทั้งนี้กระทือเป็นพืชที่ชอบดินร่วนซุยหรือดินร่วนปนทราย ซึ่งเป็นดินมีอินทรียวัตถุสูง มีความชื้นพอประมาณและมีแสงแดดส่องถึงตลอดวัน ดังนั้น การปลูกที่ได้ผลจะต้องให้น้ำเป็นประจำหรือปลูกในบริเวณที่มีน้ำไหลผ่าน เช่น ริมห้วย หรือ คลอง เป็นต้น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้
รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด และปวดท้อง โดยใช้หัวหรือเหง้ากระทือสด ขนาดเท่าหัวแม่มือ 2 หัว (ประมาณ 20 กรัม) ย่างไฟพอสุก นำมาฝนแล้ว เติมน้ำปูนใสครึ่งแก้ว เอาน้ำดื่มเวลามีอาการ แก้บิดปวดเบ่ง และมีมูก หรืออาจมีเลือดด้วย) ใช้เหง้า หรือหัวสดครั้งละ 2 หัว (ประมาณ 15 กรัม) ย่างไฟพอสุก ตำกับน้ำปูนใส คั้นเอาน้ำดื่ม ช่วยแก้อาการเคล็ดขัดยอก ด้วยการใช้หัวกระทือนำมาฝนแล้วใช้ทาบริเวณที่มีอาการเคล็ด

สล็อตออนไลน์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านการอักเสบ การศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบในหลอดทดลอง ของสารบริสุทธิ์ 4 ชนิด ที่แยกได้จากเหง้ากระทือ ได้แก่ zerumbone(1), 3-O-methyl kaempferol(2), kaempferol-3-O-(2, 4-di-O-acetyl-α-L-rhamnopyranoside) (3) และ kaempferol-3-O-(3,4-di-O-acetyl-α-L-rhamnopyranoside) (4) โดยดูผลการยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์ ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ และ prostaglandin E2 (PGE2) ซึ่งเป็นสารที่เกี่ยวข้องในขบวนการอักเสบที่หลั่งจากแมคโครฟาจ (RAW 264.7 murine macrophage cell lines) ของหนู โดยใช้ lipopolysaccharide (LPS) เป็นสารกระตุ้นการอักเสบ ผลการทดสอบพบว่าสาร (1) และ (2) มีฤทธิ์แรงในการยับยั้งการสร้าง NO ได้ร้อยละ 84.1 ± 2.31 และ 47.1 ± 2.97ตามลำดับ โดยสามารถยับยั้งการผลิต NO ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มีค่า IC50 เท่ากับ 4.37 และ 24.35 µM ตามลำดับ ฤทธิ์ยับยั้งการหลั่ง prostaglandin E2 (PGE2) พบว่าสาร (1) และ (2) มีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่ง PGE2ได้ร้อยละ 51.0 ± 12.7 และ 68.6 ± 15.9 ตามลำดับ โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 20 และ 40 µM ตามลำดับ

ทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบในสัตว์ทดลองของสาร zerumbone ซึ่งเป็นสารกลุ่ม monocyclic sesquiterpene ที่เป็นสารองค์ประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหยที่แยกได้จากเหง้ากระทือ ใช้การทดสอบด้วยวิธี writhing test ในหนูขาวเพศเมียสายพันธุ์ Sprague–Dawley ฉีดสาร zerumbone ในขนาดความเข้มข้น 10 และ 20 mg/kg เข้าทางช่องท้องหนูก่อนฉีดคาราจีนแนน หรือพรอสตาแกลนดิน E2 ที่บริเวณอุ้งเท้าหลังด้านขวาของหนู เพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบ บันทึกผลปริมาตรการบวมของอุ้งเท้าหนูด้วยเครื่อง plethysmometer ที่เวลา 1, 2, 3, 4 และ 5 ชั่วโมง ผลการศึกษาพบว่า สาร zerumbone มีฤทธิ์ต้านการอักเสบที่เกิดจากการเหนี่ยวนำด้วยคาราจีแนน และ prostaglandin E2 (PGE2) เปรียบเทียบกับยามาตรฐาน piroxicam (20mg/kg) ซึ่งเป็นยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID)โดยสาร zerumbone ขนาด 10 และ 20 mg/kg และยา piroxicam มีฤทธิ์ต้านการอักเสบที่เหนี่ยวนำด้วยคาราจีแนน ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.05) โดยมีค่าการต้านการอักเสบได้ร้อยละ 45.67, 70.37 และ 75.31 ตามลำดับ ฤทธิ์ต้านการอักเสบที่เหนี่ยวนำด้วยพรอสตาแกลนดิน E2 พบว่ามีค่าการต้านการอักเสบคิดเป็นร้อยละ 41.46, 87.80 และ 92.68 ตามลำดับ

ฤทธิ์ลดการบวมที่อุ้งเท้าหนู การทดสอบฤทธิ์ลดการบวมที่อุ้งเท้าหนูถีบจักร สายพันธุ์ ICR โดยการฉีดสารบริสุทธิ์ที่แยกได้จากเหง้ากระทือ ได้แก่ zerumbone ขนาด 10 mg/kg ก่อนให้คาราจีแนน1 ชั่วโมง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบวมที่อุ้งเท้าด้านหลังของหนู แล้วบันทึกผลปริมาตรการบวมของอุ้งเท้าด้วยเครื่อง plethysmometer ที่เวลา 1, 2, 3, 4, 5 และ 6 ชั่วโมง ผลการทดสอบพบว่าสาร zerumbone และสารมาตรฐาน indomethacin ขนาด 100 mg/kg สามารถลดปริมาตรการบวมได้ โดยมีค่าร้อยละของการเพิ่มขึ้นของปริมาตรอุ้งเท้าเท่ากับ 38.8±16.7 และ 51.0±16.7% (P<0.01 เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม) ตามลำดับ โดยสาร zerumbone ออกฤทธิ์ได้ดีกว่าสารมาตรฐาน โดยสรุปสาร zerumbone มีฤทธิ์ลดการอักเสบ และลดการบวมได้ดีที่สุด โดยสามารถยับยั้งการหลั่งไนตริกออกไซด์ เมื่อทดสอบในหลอดทดลอง และลดการบวมที่อุ้งเท้าหนูได้

jumboslot

ฤทธิ์ยับยั้งการเป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่และปอด โดยการศึกษาแบ่งเป็น 2 การทดลอง การทดลองที่ 1 ใช้หนูเม้าส์เพศผู้ 85 ตัว แบ่งหนูออกเป็น 8 กลุ่ม โดยหนูจะได้รับสาร azoxymethane (AOM) ที่เหนี่ยวนำให้เกิดมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ส่วน colon ขนาด 10 มก./กก. น้ำหนักตัว ฉีดเข้าทางช่องท้อง หลังจากนั้น 7 วัน ให้กินน้ำที่มีส่วนผสมของ dextran sulphate sodium (DSS) 1.5% (w/v) นาน 7 วัน หลังจากนั้นอีก 7 วัน ให้กินอาหารที่มีส่วนผสมของสาร zerumbone จากเหง้ากระทือ นาน 17 สัปดาห์ ซึ่งกลุ่มที่ 1 (20 ตัว) ได้รับสาร azoxymethane (AOM) ร่วมกับให้กินน้ำที่มีส่วนผสมของ DSS 1.5% (w/v) กลุ่มที่ 2 – 4 (กลุ่มละ 15 ตัว) เป็นกลุ่มที่ได้รับสาร AOM ร่วมกับการให้กินน้ำที่มีส่วนผสม DSS 1.5% (w/v) และได้รับอาหารที่มีส่วนผสมของสาร zerumbone ขนาด 100, 250 และ 500 ppm ตามลำดับ กลุ่มที่ 5 (5 ตัว) ได้รับน้ำที่มีส่วนผสมของ DSS 1.5% (w/v) ร่วมกับอาหารที่มีส่วนผสมของสาร zerumbone ขนาด 500 ppm กลุ่มที่ 6 (5 ตัว) ได้รับน้ำที่มีส่วนผสมของ DSS 1.5% (w/v) เพียงอย่างเดียว กลุ่มที่ 7 (5 ตัว) ได้รับอาหารที่มีส่วนผสมของสาร zerumbone ขนาด 500 ppm เพียงอย่างเดียว กลุ่มที่ 8 เป็นกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับอะไรเลย และการทดลองที่ 2 ใช้หนูเม้าส์เพศเมีย 50 ตัว แบ่งหนูออกเป็น 6 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 (10 ตัว) ได้รับสาร 4-(N -methyl-N -nitrosamino) -1-(3-pyridyl)-1-butanone (NNK) ขนาด 10 ไมโครโมล/หนู 1 ตัว ฉีดเข้าทางช่องท้อง เหนี่ยวนำให้เกิดมะเร็งที่ปอด กลุ่มที่ 2 – 4 (กลุ่มละ 10 ตัว) ได้รับสาร NNK หลังจากนั้น 7 วัน ให้กินอาหารที่มีส่วนผสมของสาร zerumbone ขนาด 100, 250 และ 500 ppm ตามลำดับ นาน 21 สัปดาห์ กลุ่มที่ 5 ได้รับสาร zerumbone ขนาด 500 ppm เพียงอย่างเดียว กลุ่มที่ 6 เป็นกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับอะไรเลย พบว่าในการทดลองที่ 1 กลุ่มที่ได้รับอาหารที่มีส่วนผสมของสาร zerumbone ขนาด 100, 250 และ 500 ppm สามารถลดการอักเสบ และยับยั้งการเกิดมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ได้ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ 1 ที่ไม่ได้รับสาร zerumbone ซึ่งขนาดที่ให้ผลดีที่สุดคือ 500 ppm ในขณะที่การทดลองที่ 2 กลุ่มที่ได้รับอาหารที่มีส่วนผสมของสาร zerumbone ขนาด 250 และ 500 ppm สามารถยับยั้งการเกิดมะเร็งที่ปอดได้ จากการศึกษานี้สรุปได้ว่าสาร zerumbone สามารถยับยั้งการเกิดมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ และปอดได้ โดยออกฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนเซลล์มะเร็ง เหนี่ยวนำให้มีการตายแบบอะพอพโทซิส (apopotosis) และกดการทำงานของโปรตีน Nuclear Factor (NF) Kappa B ซึ่งเกี่ยวข้องกับการอักเสบ

ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย สารสกัดกะทือด้วยแอลกอฮอล์ มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคท้องร่วง เช่น Escherichia coli, Shigella flexneri, Vibrio cholerae, และ Vibrio parahaemolyticus ในขณะที่สารกลุ่มเทอร์ปีนในน้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียกลุ่ม Staphylococcal

[NPC5]
ฤทธิ์แก้ปวด ทดสอบฤทธิ์แก้ปวดของน้ำมันหอมระเหยที่กลั่นได้จากเหง้ากระทือ ในหนูถีบจักรเพศผู้สายพันธุ์ ICR โดยกระตุ้นให้หนูเกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหน้าท้องด้วยการฉีดกรดอะซิติก (writing test) ซึ่งแสดงถึงการเจ็บปวด โดยให้น้ำมันหอมระเหยในขนาดความเข้มข้นต่างๆ แก่หนูแต่ละกลุ่ม หลังจากนั้น 30 นาที จึงฉีดกรดอะซิติกเข้าทางช่องท้องเพื่อกระตุ้นการปวด ผลการศึกษาพบว่าเมื่อให้หนูได้รับน้ำมันหอมระเหยจากกระทือ โดยการฉีดเข้าทางช่องท้อง และให้ทางปาก ในขนาดความเข้มข้น 50, 100, 200 หรือ 300 mg/kg มีฤทธิ์ระงับปวดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่าการยับยั้งอาการปวดเมื่อให้โดยวิธีการฉีดเท่ากับ 23.02, 53.89, 83.63 และ 98.57% ตามลำดับ และค่าการยับยั้งการปวดเมื่อให้ทางปากเท่ากับ 13.04, 28.30, 54.69 และ 75.68% ตามลำดับ ค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งอาการปวดได้ร้อยละ 50 (ID50) โดยวิธีการฉีด และให้ทางปากเท่ากับ 88.8 และ 118.8 mg/kg ตามลำดับ แสดงว่าการฉีดมีผลยับยั้งการปวดได้ดีกว่าการกิน ดังนั้นจึงเลือกใช้วิธีการฉีดในการศึกษาวิธีอื่นๆ ต่อไป การศึกษาฤทธิ์ระงับปวดโดยใช้สารกระตุ้นการปวด 3 ชนิด ได้แก่ capsaicin, glutamate และ phorbol 12-myristate 13-acetate (PMA) ทดสอบโดยฉีดน้ำมันหอมระเหยจากกระทือ เข้าทางช่องท้องหนู ในขนาดความเข้มข้น 50, 100, 200 หรือ 300 mg/kg แก่หนูแต่ละกลุ่ม ใช้ยาแอสไพริน (100 mg/kg, i.p.) และ capsazepine (0.17 mmol/kg, i.p.) เป็นสารมาตรฐาน หลังฉีดสารทดสอบแล้ว 30 นาที จึงฉีดสารกระตุ้นการปวดชนิดต่างๆ ที่บริเวณอุ้งเท้าหลังด้านขวา แล้วสังเกตพฤติกรรมการยกเท้าขึ้นเลียของหนู (แสดงถึงการเจ็บปวด) ผลการทดสอบโดยใช้ capsaicin เป็นสารกระตุ้นการปวดพบว่าสารสกัดความเข้มข้น 100, 200 และ 300 mg/kg สามารถระงับปวดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่าการยับยั้งการปวดเท่ากับ 33.00, 73.40 และ 97.64% ตามลำดับ มีค่า ID50 เท่ากับ 128.8 mg/kg ขณะที่สารมาตรฐานแอสไพริน และ capsazepine มีค่าการยับยั้งเท่ากับ 40.07 และ 62.29 % ตามลำดับ ผลการทดสอบเมื่อใช้ glutamate เป็นสารกระตุ้น พบว่าสารสกัดทุกความเข้มข้น และยามาตรฐานแอสไพริน สามารถระงับปวดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่าการยับยั้งเท่ากับ 11.27, 41.70, 64.81, 99.30 และ 63.88% ตามลำดับ ค่า ID50 ของน้ำมันหอมระเหยจากกระทือ มีค่าเท่ากับ 124.8 mg/kg ผลการทดสอบเมื่อใช้ phorbol 12-myristate 13-acetate (PMA) เป็นสารกระตุ้นการปวด พบว่าสารสกัดทุกความเข้มข้น และยามาตรฐานแอสไพริน สามารถระงับปวดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่าการยับยั้งการปวดได้เท่ากับ 59.94, 80.42, 94.58,100 และ 56.93% ตามลำดับ ค่า ID50 ของน้ำมันหอมระเหยจากกระทือ มีค่าการยับยั้งเท่ากับ 40.29 mg/kg จากการศึกษาสรุปได้ว่าน้ำมันหอมระเหยจากกระทือสามารถลดอาการปวดได้ ซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาเพื่อนำมาใช้ในทางคลินิกสำหรับบรรเทาอาการปวดได้ต่อไป

ความเป็นพิษต่อเซลล์ สารสกัดจากเหง้าและสาร zerumbone ในน้ำมันหอมระเหยจากกระทือมีฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์เพาะเลี้ยงในหลอดทดลอง

ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ สารสกัดด้วยน้ำร้อนและน้ำจากรากของกระทือ รวมทั้งตำรับยาที่มีกระทือเป็นส่วนประกอบ ไม่มีผลให้เกิดการกลายพันธุ์กับเซลล์แบคทีเรีย

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง
กระทือเป็นพืขในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) ดังนั้นผู้ที่แพ้ขิงหรือพืชวงศ์นี้ไม่ควรใช้กระทือ
การใช้ประโยชน์จากกระทืบในด้านสมุนไพร ควรใช้ในปริมาณที่กำหนด ห้ามใช้มากเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้