โรคต่างๆ

สรรพคุณของสะระแหน่

สะระแหน่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในยุโรป และแพร่กระจายพันธุ์อยู่ทั่วไป ทั้งในยุโรปและอเมริกาเหนือ รวมทั้งในภูมิภาคอื่นๆ ของโลกโดยเฉพาะเขตร้อนและเขตอบอุ่น แล้วจึงมีการพัฒนาสายพันธุ์เองตามธรรมชาติเพื่ออยู่รอดตามสภาพอากาศของถิ่นต่างๆ ที่กระจายพันธุ์ไป หรือเกิดการผสมข้ามสายพันธุ์จนกลายมาเป็นสะระแหน่สายพันธุ์ต่างๆ เช่น สะระแหน่ไทย , สะระแหน่ฝรั่ง , สะระแหน่ญวน เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยเชื่อกันว่า สะระแหน่ถูกนำเข้ามาในเมืองไทยช่วงรัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่3) โดยชาวอิตาเลียนชื่อนายสะระนีด้วยเหตุนี้จึง สันนิษฐานว่าชื่อสะระแหน่มาจากชื่อนายสะระนีนั่นเอง

เครดิตฟรี

หนังสืออักขราภิธานศรับท์ พ.ศ.2416 ของหมอปลัดเล ซึ่งเป็นช่วงรัชกาลที่ 4 ปรากฏว่าไม่พบชื่อสะระแหน่เลยแสดงว่าขณะนั้น (2416) สะระแหน่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป ซึ่งอาจเป็นเพราะสะระแหน่เพิ่งเข้ามาไม่นานก็เป็นได้ และในปัจจุบันสามารถพบสะระแหน่ไทยได้ทั่วทุกภาคของประเทศ

ประโยชน์และสรรพคุณสะระแหน่

สะระแหน่ญวนมีการนำมาใช้ประโยชน์ คือ ชาวเวียดนาม นิยมรับประทานสะระแหน่ญวน เป็นผักสดกับอาหารคาวหลากหลายชนิด โดยเฉพาะขนมจีนเวียดนามจะเพิ่มกลิ่นหอมให้รับประทานอร่อยยิ่งขึ้น และยังใช้เป็นสมุนไพรเช่นเดียวกับสะระแหน่ไทยทุกอย่างคือ ใบสดมีกลิ่นหอมร้อนกินเป็นยาขับผายลม ขับเหงื่อ ช่วยบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ปวดท้องได้ดีมาก ใบสดขยี้ดมกลิ่นจะช่วยลดอาการหืดหอบ ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ใบแห้งชงกับน้ำร้อนดื่มช่วยย่อยอาหาร ใบสดขยี้ทาบริเวณขมับแก้ปวดหัวหรือทาบริเวณจุดที่ฟกบวมเพื่อบรรเทาอาการ ส่วนสะระแหน่ฝรั่ง ชาวยุโรปมีการใช้ประโยชน์ โดยนำใบของสะระแหน่ฝรั่งมาใช้แต่งกลิ่นอาหารคาว หวาน ต่างๆ รวมถึงยังใช้แต่งกลิ่นในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ขนม บุหรี่ เครื่องสำอาง เป็นต้น และยังใช้เป็นยาสมุนไพรในการกระตุ้นขับลม ช่วยเสริมระบบทางเดินอาหาร และระบบย่อยอาหารใช้ลดอาการคัดจมูก ปวดศีรษะ ฯลฯ สำหรับสะระแหน่ไทย มีการนำมาใช้ประโยชน์มากมายหลายประการ เช่น คนไทยรู้จักสะระแหน่ในฐานะเครื่องปรุงกลิ่นอาหารมากกว่าในฐานะผักโดยตรง เพราะสะระแหน่มีกลิ่นรสฉุนเผ็ดกว่าผักทั่วไป จึงใช้กินเป็นผักโดยตรงไม่มากเท่าการใช้ปรุงอาหารเพื่อดับกลิ่นหรือเพิ่มรสชาติของอาหารรสจัด อาหารที่ใช้สะระแหน่กินเป็นผักโดยตรงที่นิยมกันดีก็มีเพียงใช้เป็นผักแกล้มลาบ และกินกับขนมจีนน้ำยา ปลาร้าเท่านั้น ส่วนการใช้ปรุงกลิ่นรสอาหารหรือดับกลิ่นคาวนั้นใช้กันมาก เช่น ดับกลิ่นคาวเนื้อหรือปลา กับข้าวจำพวกยำต่างๆ เช่น ยำกบย่าง ยำสามสหาย ยำหอยแครง ยำหอยแมลงภู่ ยำปลากระป๋อง ยำไข่ต้ม ยำแหนม ฯลฯ ลาบต่างๆ เช่น ลาบหมู ลาบเลือดเป็ด ลาบปลาดุก จำพวกซุป เช่น ซุปมะเขือเปราะ ซุปขนุนอ่อน ซุปหน่อไม้ เป็นต้น

และน้ำมันหอมระเหยของใบสะระแหน่ยังสามารถใช้ผสมในเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ สำหรับเป็นสารให้กลิ่น ตัวทำละลาย และใช้เพื่อป้องกันเชื้อจุลินทรีย์ หรือใช้ผสมในอาหารเพื่อยับยั้งการเติบโตของจุลินทรีย์ทำให้อาหารเก็บไว้ได้นาน รวมทั้งเพื่อปรับปรุงกลิ่นของอาหารให้มีกลิ่นหอมน่ารับประทานมากขึ้น

ส่วนสรรพคุณทางยาของสะระแหน่ไทยนั้นตามตำรายาไทยระบุว่าใบรสหอมร้อนขับเหงื่อ แก้หืด แก้ปวดท้อง ขับลมในกระเพาะลำไส้ แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ ปวดท้อง แก้อาการเกร็งของกระเพาะอาหารและลำไส้ พอกหรือทา แก้ปวดบวม ผื่นคัน ฆ่าเชื้อโรค ทั้งต้นและใบ ขยี้ทาขมับ แก้ปวดศีรษะ ดมแก้ลม ยาชงจากใบใช้ดื่มเพื่อช่วยย่อยอาหาร ใบขยี้ทาภายนอกแก้พิษแมลงต่อย แก้ผดผื่นคัน แก้การอักเสบของแผล

สล็อต

นอกจากนี้ยังเป็นกระสายแทรกแก้โรคเด็ก เช่น ซางชัก และช่วยให้ผายลมได้ดี ลดอาการท้องขึ้น ท้องเฟ้อและในบัญชียาหลักแห่งชาติยังระบุการใช้สะระแหน่ทั้งต้น ในตำรับ “ยาเลือดงาม” มีส่วนประกอบของสะระแหน่ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ แก้มุตกิดอีกด้วย

ลักษณะทั่วไปสะระแหน่

สะระแหน่ไทยจัดเป็นไม้ล้มลุกมีลักษณะเป็นลำต้นพร้อมเลื้อย มีเฉพาะรากฝอย ขนาดเล็ก และสั้น ลำต้นสูงประมาณ 15-30 ซม. ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ผิวลำต้นมีสีแดงอมม่วงจนถึงปลายยอด ลำต้นสามารถแตกเหง้าเป็นต้นใหม่จนขยายเป็นกอใหญ่ และลำต้นแตกกิ่งแขนงจำนวนมาก ใบ ออกเป็น ใบเดี่ยว และออกเป็นคู่ๆ ตรงข้ามกันบนกิ่ง ลำต้น ใบมีสีเขียว รูปทรงรี กว้างประมาณ 1.5 – 3.5 ซม. และยาวประมาณ 2 – 7 ซม. ผิวใบย่นเป็นลูกคลื่น ขอบใบหยัก ปลายใบมนหรือแหลม ดอก ออกเป็นช่อ เหนือซอกใบบริเวณปลายยอด แต่ละช่อมีดอกจำนวนมาก ดอกมีสีชมพูอมม่วง ประกอบด้วยกลีบเลี้ยง 5 กลีบ และกลีบดอกที่เชื่อมติดกันเป็นกรวยตื้น 4 กลีบ ภายในดอกมีเกสรตัวผู้ 4 อัน ส่วนเกสรตัวเมียจะไม่ค่อยพบ ผล มีสีดำ ขนาดเล็ก มีรูปผลเป็นรูปกระสวย เปลือกผลเกลี้ยงมัน ทั้งนี้ ผลสะระแหน่มักไม่ติดผลให้เห็นบ่อยนัก เพราะดอกส่วนใหญ่มักจะเป็นหมันเป็นส่วนใหญ่

ส่วนสะระแหน่ญวน จัดเป็นเป็นไม้พุ่มล้มลุกอายุหลายปี แตกกิ่งก้านเยอะ ลำต้นมีขนสั้นๆปกคลุมนุ่มมือ ต้นสูงประมาณครึ่งเมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงกันข้าม เป็นรูปรีกว้าง ปลายใบเกือบมน โคนใบมน ก้านใบยาวไม่สั้นเหมือนกับก้านใบสะระแหน่ไทย ผิวใบมีรอยย่นเช่นกัน ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย เนื้อใบค่อนข้างหนา สีเขียวสด ใบมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว โดยกลิ่นจะแรงเหมือนกลิ่นของตะไคร้แกง และสำหรับสะระแหน่ฝรั่งเป็นมิ้นต์พันธุ์ผสมระหว่าง สะระแหน่ไทย กับ มิ้นต์น้ำ มีลักษณะเป็นไม้พุ่มสูง 30 – 90 เซนติเมตร ใบสีเขียวยาว 4 – 9 เซนติเมตร กว้าง 1.5 – 4 เซนติเมตร มีดอกสีม่วงยาว 6 – 8 มิลลิเมตร

การขยายพันธุ์สะระแหน่

สะระแหน่สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการ ปลูกด้วยเหง้าหรือการปักชำลำต้น ซึ่งควรเลือกลำต้นที่มีความยาวประมาณ 8-10 ซม. แล้วเด็ดยอดทิ้ง ก่อนนำลงปลูก ซึ่งควรปลูกทันทีหลังการถอนต้นหรือตัดต้นมา แต่ในบางพื้นที่นำลำต้นมาแช่น้ำจนมีรากเกิดก่อนนำปลูก การปลูกมีระยะการปลูกในแต่ละต้นประมาณ 10-15 ซม. โดยปักลำต้นลงดินประมาณ 3 ซม. และหลังการปลูกแล้วรดน้ำให้พอชุ่ม

สล็อตออนไลน์

ทั้งนี้สะระแหน่ เป็นผักที่ชอบดินชื้นตลอด แต่ก็ห้ามมีน้ำขัง ดังนั้น หลังการปลูกต้องรดน้ำทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง จนถึงระยะที่กิ่งพันธุ์ตั้งตัวได้ ค่อยลดการให้น้ำเป็นวันเว้นวัน หลังการปลูกแล้วประมาณ 45-50 วัน สะระแหน่จะเริ่มเก็บยอดได้ การเก็บแต่ละครั้งควรใช้กรรไกรตัด เพราะหากใช้มืออาจทำให้ลำต้นถอนได้ และจะเก็บได้อีกครั้งประมาณ 15-20 วัน

องค์ประกอบทางเคมี ส่วนมากแล้ว สะระแหน่ชนิดต่างๆ มักจะมีสารออกฤทธิ์ชนิดต่างๆ เหมือนกัน เช่น Menthol , Menthone , Menthyl acetate , Menthyl salicylate , สารในกลุ่ม Terpenoids , Triclene , Camphene , Sabinene , β-Pinene , α-Terpinene , 1,8-Cineole , Limonene , Ƴ-Terpinene , Terpinolene , ƿ-Cymene , lsomenthone , Menthofuran , Ƴ-Terpineole , lsomenthol , trans-Carveol , Carvone Piperitone , Piperitone oxide , ƿ-Menthon-3,8-diol , pipertitinone oxide , ƿ-Menth-1-en-9-ol , Geranyl acetate , (E)-β-ourbonene , α-Garjunene , β-Caryophyllene , pulegone แต่จะมีสารออกฤทธิ์บางชนิดที่เพิ่มเติมเข้ามาในเฉพาะสายพันธุ์ เช่น Ocimene ในสะระแหน่ไทย , Nepetalactone ในสะระแหน่ญวน เป็นต้น นอกจากนี้ สะระแหน่ยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของสะระแหน่ไทย (ใบ 100 กรัม)

พลังงาน 47 แคลอรี

โปรตีน 3.7 กรัม

ไขมัน 0.6 กรัม

คาร์โบไฮเดรต 6.8 กรัม

แคลเซียม 40 มิลลิกรัม

ฟอสฟอรัส 7 มิลลิกรัม

ธาตุเหล็ก 4.8 มิลลิกรัม

วิตามิน บี 3 0.7 มิลลิกรัม

วิตามิน เอ 16,585 หน่วย

วิตามิน B 1 0.13 มิลลิกรัม

วิตามิน B2 0.29 มิลลิกรัม

วิตามิน ซี 88 มิลลิกรัม

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

การใช้สะระแหน่ไทย แก้ปวดท้อง ท้องอืด ขับลม แก้จุดเสียด แก้ปวดศีรษะ โดย นำใบสดมาล้างน้ำให้สะอาด และนำมาตากแห้ง 5-7 แดด สำหรับใช้ชงเป็นชาดื่ม หรือใช้ใบตากแห้ง นำมาบดเป็นผง ใช้บรรจุในแคปซูลรับประทานเป็นยาสมุนไพร

แก้อาการวิงเวียนศีรษะนำใบสดมาบี้เพื่อสูดดมจะได้กลิ่นน้ำมันหอมระเหย ช่วยให้สดชื่น
ลดอาการเลือดกำเดาออก โดการนำใบบดขยี้ แล้วใช้อุดจมูก
รักษาอาการปวดศีรษะ ไมเกรน ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง โล่งคอ ด้วยการดื่มน้ำใบสะระแหน่ 5 กรัมกับน้ำ 1 ถ้วย ผสมเกลือเล็กน้อย วันละ 2 ครั้ง
บรรเทาอาการปวดฟัน เจ็บปาก เจ็บลิ้น ด้วยการดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่
แก้อาการจุกเสียดในท้องเด็ก ด้วยการใช้ใบสะระแหน่ตำให้ละเอียดผสมกับยาหอมแล้วนำมากวาดคอเด็ก
รักษาและบรรเทาอาการปวดหู ด้วยการใช้น้ำคั้นจากใบสะระแหน่มาหยอดที่รูหู
แก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย แก้ปวดบวม ผดผื่นคัน ด้วยการนำใบสะระแหน่มาตำให้ละเอียดแล้วนำมาพอกบริเวณที่โดนกัด หรือบริเวณที่บวมหรือคัน

สำหรับสะระแหน่ฝรั่งในโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร มีรายงานว่าให้ใช้น้ำมันจากสะระแหน่ฝรั่งได้ในขนาด 0.2-0.4 มล. ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบแคปซูล สารละลายเจือจาง หรือยาแขวนตะกอน โดยให้รับประทานวันละ 3 ครั้งและการใช้ยาอมในรูปแบบ lozenes ซึ่งต้องมีน้ำมันขนาด 2-10 มก. เท่านั้น และมีการใช้น้ำมันสะระแหน่ฝรั่งความเข้มข้น 10% ในเมทานอล ในรูปแบบยาทาบริเวณหน้าผากและขมับวันละหลายๆครั้ง เพื่อบรรเทาอาการปวดศีรษะ และหากต้องการใช้ในรูปแบบสูดดม ให้ใช้น้ำมันสะระแหน่ฝรั่ง 3-4 หยด หยดลงในน้ำร้อน 150 มล. แล้วสูดดม วันละ 3 ครั้ง หรือใช้น้ำมันหอมระเหยความเข้มข้น 1-5% ในรูปแบบยาขี้ผึ้ง ทาบริเวณจมูกเพื่อลดอาการคัดจมูก

ส่วนสะระแหน่ญวนนั้นมีการใช้ในตำรับยาจีน ดังนี้ แก้หวัดปวดหัวนํ้ามูกไหล ใช้ใบสะระแหน่ 3 เฉียน ต้มกับใบหม่อน 1 ตำลึงหรือ ใบสะระแหน่ 3 เฉียน ต้มกับใบชา หรือ ใบสะระแหน่ 3 เฉียน ใบหญ้าขัดมอน 1 ตำลึง ต้มกับนํ้าตาลแดงแล้วใช้ดื่ม ไอเนื่องจากหวัด ใช้ใบสะระแหน่ 3 เฉียน ต้มกับนํ้าตาลกรวดแล้วใช้ดื่ม ท้องอืด ใช้ใบสะระแหนและเปลือกส้มดิบอย่างละครึ่งตำลึง ตำกับเกลือนิดหน่อย แล้วชงด้วยนํ้าเดือด เด็กท้องอืดขัดหนัก ใช้ใบสะระแหน่ 1 เฉียน ตำกับดินเถ้าในเตาไฟหนัก 2 เฉียน จนแหลกแล้วปะที่สะดือ ลมบวมใต้ผิวหนัง ใช้ใบสะระแหน่ต้มนํ้าล้างบริเวณที่บวม ผิวหนังคัน ใช้ใบสะระแหน่ตำจนแหลกแล้วทาบริเวณที่คัน

[NPC5]
การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์การแพ้ สารสกัด 50% เอทานอลากใบสะระแหน่ฝรั่ง ขนาด 3 มคก./มล. มีฤทธิ์ต้านฮีสตามีน เมื่อทดสอบใน mast cell ของหนูขาว และสารที่ได้จากการแยกด้วย column chromafography ในขนาด 1 มคก./มล. ก็สามารถยับยั้งการหลั่งฮีสตามีนได้เช่นกัน โดยสารที่แยกได้นี้ เมื่อให้หนูขาวที่ถูกชักนำให้เกิดการจามและมีพฤติกรรมถูจมูก จากการได้รับสารระคายเคือง กินในขนาด 300 และ 1000 มก./กก. พบว่าสามารถลดอาการดังกล่าวได้ เมื่อวิเคราะห์หาสารสำคัญพบว่า สาร erioctrin , luteolin , luteolin-7-0-glycoside และ lutwoin-7-0-rutinside ซึ่งได้จากการสกัดส่วนเหนือดินของสะระแหน่ฝรั่ง เป็นสารออกฤทธิ์ด้านฮีสตามีน เมื่อทดสอบใน mast cell ของหนูขาว โดยที่สาร luteclin-7-0-rutinoside มีฤทธิ์ดีที่สุด

ฤทธิ์บรรเทาอาการปวด ทดสอบฤทธิ์ลดอาการปวดของสารสกัดเฮกเซน และเอทิลอะซิเตตจากใบสะระแหน่ (Mentha cordifolia) โดยการให้กรดอะซีติกเหนี่ยวนำให้เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหน้าท้องหนูถีบจักร ด้วยวิธี writhing test ผลการศึกษาพบว่าสารสกัดทั้งสองชนิดสามารถลดการเกิด writhing ในหนู ได้ร้อยละ 81.4 และ 71.0 ตามลำดับ จึงได้นำสารสกัดเฮกเซนซึ่งออกฤทธิ์ได้ดีกว่ามาแยกส่วนสกัดย่อยได้ทั้งสิ้น 10 ส่วนสกัด ผลการทดสอบฤทธิ์ชีวภาพพบว่าส่วนสกัดย่อย FB6 ในขนาด 0.25 mg/g มีฤทธิ์ลดปวดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สามารถลดการเกิด writhing ได้ร้อยละ 60.6 ผลการแยกส่วนสกัดย่อย FB6 ได้สารบริสุทธิ์ menthalactone เมื่อนำมาทดสอบด้วยวิธี writhing test ผลการศึกษาพบว่า menthalactone ในขนาด 0.1 mg/g และกรดมีเฟนามิค ซึ่งเป็นยามาตรฐาน ในขนาด 0.007 mg/g สามารถลดการเจ็บปวดที่เกิดจากการเหนี่ยวนำด้วยกรดอะซิติกได้ร้อยละ 67.3 และ 73.0 ตามลำดับ

ฤทธิ์ต้านการหดเกร็งกล้ามเนื้อเรียบของน้ำมันสะระแหน่ฝรั่ง การศึกษาฤทธิ์ต้านการหดเกร็งของน้ำมันสะระแหน่ฝรั่งที่ความเข้มข้น 1 – 300 ไมโครกรัม/มล. ในกล้ามเนื้อเรียบหลอดลมของหนูแรทเพศผู้ โดยเหนี่ยวนำให้กล้ามเนื้อเรียบของหลอดลมหดตัวด้วยสารคาบาคอล (cabachol) ขนาด 10 ไมโครโมลาร์ นาน 10 นาที ในแต่ละช่วง พร้อมกับให้หรือไม่ให้ indomethacin (สารยับยั้งการสร้างพรอสต้าแกลนดิน 10 ไมโครโมลาร์), L-N-metyl-nitro-arginine (สารยับยั้ง K+ channel 100 ไมโครโมลาร์), hexamethonium (สารยับยั้งการสร้างไนตริกอ๊อกไซด์ 500 ไมโครโมลาร์) หรือ tetraethylammonium (สารยับยั้งการทำงานของปมประสาท 5 มิลลิโมลาร์) พบว่าน้ำมันสะระแหน่ฝรั่งความเข้มข้น 100 และ 300 ไมโครกรัม/มล. สามารถต้านการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบหลอดลมของหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสารคาบาคอลได้ โดยที่ความเข้มข้น 100, 300 ไมโครกรัม/มล. มีผลให้กล้ามเนื้อเรียบที่หลอดลมคลายตัว 23.0 ± 8.6% และ 111.0 ± 5.8% ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ให้สารที่ทำให้มีการคลายตัวของกล้ามเนื้อเรียบ และความเข้มข้นที่ทำให้กล้ามเนื้อเรียบที่หลอดลมคลายตัวได้ครึ่งหนึ่ง (IC50) มีค่าเท่ากับ 106.33 ± 15.46 ไมโครกรัม/มล. สาร indomethacin, L-N-metyl-nitro-arginine) และ hexamethonium ลดผลน้ำมันสะระแหน่ฝรั่งที่ความเข้มข้น 300 ไมโครกรัม/มล. โดยกล้ามเนื้อเรียบหลอดลมคลายตัวลดลง 63%, 59%, 49% ตามลำดับ ส่วน tetraethylammonium ไม่มีผลต่อน้ำมันสะระแหน่ฝรั่ง จากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าน้ำมันสะระแหน่ฝรั่งสามารถต้านการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบที่หลอดลมของหนูแรทได้ โดยไปยับยั้งการสร้างสารพวกพรอสต้าแกลนดิน (prostaglandin E2) และไนตริกอ๊อกไซด์ (nitric oxide) ซึ่งการศึกษานี้น่าจะมีประโยชน์ในการใช้การรักษาโรคระบบทางเดินหายใจ

ฤทธิ์ลดความดันโลหิต ทดสอบฤทธิ์ของสารสกัดน้ำจากใบจากสะระแหน่ ในการการลดความดันโลหิตจากการเหนี่ยวนำด้วย NG-nitro-L-arginine methyl ester (L-NAME) โดยการป้อนหนูขาวเพศผู้สายพันธุ์ Sprague-Dawleyด้วย L-NAME ในน้ำดื่ม ในขนาด 50 mg/kg ต่อวัน เพื่อเหนี่ยวนำให้หนูมีความดันโลหิตสูง ร่วมกับการป้อนสารสกัดน้ำจากใบสะระแหน่ในขนาด 200 mg/kg ต่อวัน เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ พบว่าสารสกัดจากสะระแหน่ สามารถลดค่าความดันโลหิตได้ร้อยละ 16.7 โดยมีค่าความดันโลหิต Diastolic, systolic* และอัตราการเต้นของหัวใจ** ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (*p<0.001, **p<0.05 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับเฉพาะ L-NAME) นอกจากนี้ยังทำให้ระดับสารมาลอนไดอัลดีไฮ ที่บ่งชี้การเกิดออกซิเดชันของไขมัน (lipid peroxidation) และอนุมูลอิสระ superoxide ที่เนื้อเยื่อหลอดเลือดลดลงในหนูที่มีความดันโลหิตสูง

ฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ ทดสอบฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ต่อยาเตตราซัยคลิน ด้วยวิธีไมโครนิวเคลียส ของสารสกัดคลอโรฟอร์มจากสะระแหน่ โดยใช้หนูถีบจักรสายพันธุ์ Swiss Webster albino ใช้ยา tetracycline ฉีดเข้าช่องท้องหนูเพื่อกระตุ้นการก่อกลายพันธุ์ บันทึกผลจากจำนวนไมโครนิวเคลียสที่เกิดขึ้นภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดคลอโรฟอร์มจากสะระแหน่ สามารถยับยั้งการก่อกลายพันธุ์จากยาเตตราซัยคลินได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เท่ากับ 68.7%โดยมีค่าเฉลี่ยของการเกิดไมโครนิวเคลียส (MN) คือเซลล์ที่เป็นตัวบ่งชี้การเกิดความเสียหายต่อโครโมโซม ในเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ยังไม่โตเต็มที่ (PCE) แปลผลจากค่าเฉลี่ย MN-PCE per 1000 PCE พบว่าสารสกัดคลอโรฟอร์ม และยาเตตราซัยคลิน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.33±0.71 และ 7.44±0.54 ตามลำดับ เมื่อให้สารทดสอบในขนาด 0.01* และ 1.1 mg/20 g ตามลำดับ (*p<0.001 เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับเฉพาะยาเตตราซัยคลิน) นอกจากนี้ยังพบว่าสารสกัดคลอโรฟอร์มจากสะระแหน่ที่ใช้ทดสอบ ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ เมื่อให้เดี่ยว ในขนาด 0.01 mg/20g (p<0.001) เนื่องจากมีค่าเฉลี่ย MN-PCE per 1000 PCE เท่ากับ 2.42±0.90 ซึ่งมีค่าน้อยกว่าเมื่อให้เฉพาะยา tetracycline ค่อนข้างมาก เมื่อแยกสารบริสุทธิ์จากสารสกัดคลอโรฟอร์มพบสารที่เป็นองค์ประกอบหลักคือ สาร 6,7-bis-(2,2-dimethoxyethene)-2,11-dimethoxy-2Z,4E,8E,10Z-dodecatetraendioic acid ซึ่งคาดว่าจะเป็นสารที่ออกฤทธิ์ในการต้านการก่อกลายพันธุ์ในการทดสอบครั้งนี้