โรคต่างๆ

สรรพคุณว่านมหากาฬ

สำหรับถิ่นกำเนิดของว่านมหากาฬนั้นยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด แต่เชื่อกันว่าว่านมหากาฬ มีถิ่นกำเนิดในแถบอินโดจีน เช่นในประเทศ อินโดนีเซีย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และไทย เพราะมีการพบว่าว่านมหากาฬครั้งแรกบริเวณภูมิภาคนี้ และยังสามารถพบได้ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณในภูมิภาคนี้อีกด้วย สำหรับในประเทศไทยพบว่านมหากาฬได้ทั่วทุกภาคของประเทศแต่จะพบมากบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี และมักจะพบที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 200-500เมตร โดยพบในที่ร่มใต้ร่มไม้หรือที่โล่ง ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก เมล็ดล่อน ปลายมีขน

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณว่านมหากาฬ

ในปัจจุบันมีการนำว่านมหากาฬมาใช้ประโยชน์อย่างหลากหลาย เช่น นิยมใช้ปลูกลงแปลงประดับในสวน เพราะใบมีลวดลายสวยงาม ส่วนชาวลั้วะจะใช้ใบเพื่อนำไปประกอบอาหาร และชาวเมี่ยน ใช้ใบสดนำมารับประทานเป็นผักเครื่องเคียงร่วมกับลาบ

นอกจากนี้ มีการศึกษาวิจัยพบว่าว่านมหากาฬเป็นพืชที่สามารถสะสมโลหะหนักสังกะสีและแคดเมียมได้สูง ในอนาคตคาดว่าจะมีการนำมาใช้ปลูกเพื่อฟื้นฟูสภาพดินในเหมืองแร่ และฟื้นฟูสภาพดินที่ปนเปื้อนโลหะหนักเป็นต้น

สำหรับสรรพคุณทางยาของว่านมหากาฬนั้น ตามตำรายาไทยระบุว่า หัวมีรสเย็น ใช้ดับพิษร้อน พิษกาฬ พิษอักเสบ พิษเซื่องซึม แก้ไข้ แก้เพ้อ คลุ้มคลั่ง แก้พิษตานซาง แก้เริม งูสวัด แก้อาการกระสับกระส่าย รักษาแผลมดลูกในสตรี ช่วยขับประจำเดือน ใบสด ขับระดู ตำพอกฝี หรือหัวละมะลอก งูสวัด เริม ทำให้เย็น ถอนพิษ แก้ปวดแสบปวดร้อน แก้อักเสบ ต้นและราก มีรสขม เป็นยาเย็น มีพิษเล็กน้อย ออกฤทธิ์ต่อตับ ใช้เป็นยาดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้ไข้เซื่องซึม ทำให้เลือดเย็น และช่วยฟอกเลือด บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง ใช้คลายเส้น แก้ปวดเมื่อย ปวดบวม ฟกช้ำ

สล็อต

ลักษณะทั่วไปว่านมหากาฬ

ว่านมหากาฬจัดเป็นไม้ล้มลุก เลื้อยทอดไปตามพื้นดิน ลำต้นตั้งตรง มีลักษณะของลำต้นสั้น และใหญ่อวบน้ำ มีตาอยู่โดยรอบ มีสีเขียวแกมม่วง สูง ประมาณ 40-60เซนติเมตร ไม่แตกกิ่งด้านข้าง มีหัวอยู่ใต้ดิน รากเนื้อนิ่มอ่อน เปลือกรากเป็นสีเหลือง ฉ่ำน้ำ เนื้อในเป็นสีขาว ยอดอ่อนมีขนสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว ดอกเรียงสลับ สีเขียวแกมม่วง มีลักษณะรูปช้อนแกมรูปขอบขนาน หรือเป็นรูปพิณ ยาวประมาณ 5-30 เซนติเมตรกว้างประมาณ 2-8เซนติเมตร ปลายใบมน โคนใบแหลม ส่วนขอบใบหยัก ใบแผ่ออกอยู่บนพื้นดิน แผ่นใบหนาและแข็ง ผิวใบทั้งด้านล่าง และด้านบนมีขนหนาแน่น มีก้านใบยาวประมาณ 1.5เซนติเมตร เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนจากสีม่วงเป็นสีขาว ออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอด มีก้านช่อดอกยาวประมาณ 30เซนติเมตร แทงขึ้นมาจากพื้นดิน ดอกย่อยออกเป็นช่อกระจุกแน่นบนช่อเชิงหลั่น 3-9ช่อ ยาว 1-1.5เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.6-0.8เซนติเมตร ก้านช่อดอกย่อยยาว 0.5-2เซนติเมตร ดอกมีสีส้มเหลือง มีหนามเล็ก ลักษณะเป็นฝอยคล้ายดอกดาวเรืองแต่มีขนาดเล็กกว่า ผิวดอกมีขน โคนก้านมีใบประดับรูปสามเหลี่ยมแคบ ยาวประมาณ 8.10มิลลิเมตร

การขยายพันธุ์ว่านมหากาฬ

ว่านมหากาฬสามารถขยายพันธุ์ตามธรรมชาติด้วยการงอกกอใหม่บริเวณรากที่แผ่ไปตามพื้นดิน หรือขยายพันธุ์ด้วยการแตกหน่อใหม่จากโคนต้นเดิม สำหรับการปลูกนิยมใช้ส่วนหัวหรือเหง้าใหม่แบ่งปลูก และถึงการนำส่วนต้นอ่อนมาปักชำ สำหรับดินที่ใช้ควรเป็นดินร่วน หากเป็นดินร่วนซุยที่ระบายน้ำได้ดีอาจใช้เพียงดินเพียงส่วนเดียวก็ได้ แต่ก็ควรผสมปุ๋ยคอกหรือวัสดุการเกษตร เช่น แกลบ ขี้เถ้า ขี้เลื่อย ขุยมะพร้าว ในอัตราส่วนดิน:วัสดุ ที่ 1:1หรือ 2:1หากเป็นดินชนิดอื่น ควรใช้อัตราส่วนที่ 1:1หรือ 1:2 สำหรับการปลูกควรปลูกในทีร่ม เช่น ใต้ร่มไม้ใหญ่ ใต้สแลน หรือปลูกในที่ร่มที่ได้รับแสงเพียงพอ แต่ไม่มากนัก จะช่วยให้ดินไม่แห้ง และรักษาความชื้นได้ หลังการปลูกต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ วันละ 1-2ครั้ง

สล็อตออนไลน์

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ว่านมหากาฬใช้พอกแก้ฝีและแผลพุพอง โดยใช้ใบสดใช้โขลกผสมกับเหล้า ใช้พอกบริเวณที่เป็นหรือนำส่วนหัวใต้ดิน ล้างทำความสะอาด ตำพอกหรือฝนกับน้ำปูนใส ทาบริเวณที่เป็นฝีและแผลพุพอง วันละ 3-4ครั้ง ใช้รักษาเริมและงูสวัดโดยใช้ใบสด 5-6ใบ ล้างน้ำให้สะอาด ตำในภาชนะทีสะอาด ใส่พิมเสนเล็กน้อย หรือใช้ใบสด 5-6ใบ โขลกผสมกับสุรา ใช้น้ำที่ได้ทา และพอกบริเวณที่เป็นด้วยก็ได้ ช่วยในการถอนพิษจากสัตว์ต่างๆ อาทิ แมงป่อง ตะขาบ ตัวต่อ แตน ผึ้ง ฯลฯ นำต้น หัวหรือใบสดมาบดประคบทาแผลบริเวณถูกต่อย หรือนำส่วนตากแห้งบดผสมน้ำประทาประคบแผล จะช่วยบรรเทาอาการปวด และทำลายพิษได้ ใช้บำรุงร่างกาย บำรุงหัวใจ บำรุงเลือด นำต้น หัวหรือดอก ตากแห้งแล้วบด นำมาต้มหรือชงเป็นชาดื่ม ช่วยแก้อาการเคล็ดขัดยอก ฟกช้ำ ปวดบวม ด้วยการใช้ต้นสดนำมาตำให้พอแหลกผสมกับเหล้า ใช้เป็นยาพอกบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ สาร quercetin-rutinoside, 3,5-dicaffeoyl quinic acid, 4,5 dicaffeoyl quinic acid และ 3-, หรือ 5- caffeoyl quinic acid ที่สกัดได้จากส่วนใบว่านมหากาฬมีฤทธิ์ต้านการอักเสบเมื่อทำการทดสอบในหลอดทดลอง (in vitro) คือมีผลยับยั้ง nuclear factor kappa B (NF-kB) โดยมีค่าปริมาณของสารที่มีผลยับยั้งการทำงานของโปรตีนลงครึ่งหนึ่ง (IC50)เท่ากับ 25-83 มคก./มล.

การศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบของสารสกัดเอทานอลจากใบว่านมหากาฬในหลอดทดลองพบว่า สารสกัดเอทานอลใบว่านมหากาฬขนาด 0.16-20 มคก./มล. มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง interleukin-1-β (IL-1β) ในเซลล์เม็ดเลือดของมนุษย์ (human blood cells) ที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide (LPS)

jumboslot

การศึกษาทางคลินิก การศึกษาฤทธิ์รักษาโรคสะเก็ดเงินของว่านมหากาฬ ในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินชนิดผื่นหนาระดับไม่รุนแรงถึงปานกลาง (mild to moderate plaque psoriasis) จำนวน 25คน ทั้งเพศชายและหญิง (อายุเฉลี่ย 48.6 ± 14 ปี) โดยทายาขี้ผึ้งที่มีสารสกัดเอทานอลจากใบว่านมหากาฬ (สัดส่วนสารสกัดต่อตัวทำละลายเท่ากับ 1:10) บริเวณแผลของผู้ป่วยด้านหนึ่งของร่างกาย ส่วนอีกด้านตรงข้ามทายา triamcinolone 0.1% เพื่อเปรียบเทียบ วันละ 2 ครั้ง นานติดต่อกัน 4 สัปดาห์ วินิจฉัยอาการของโรคด้วยแบบประเมิน Targeted Area Score (TAS), Psoriasis Severity Index (PSI) และ Physician’s Global Assessment (PGA) scores และทำการเก็บตัวอย่างผิวหนังทั้งช่วงก่อนและหลังการทดลองเพื่อตรวจลักษณะทางพยาธิวิทยาด้วยเทคนิคimmunohistochemistry ผลการศึกษาพบว่า การทายาขี้ผึ้งสารสกัดว่านมหากาฬมีผลช่วยบรรเทาอาการของโรคสะเก็ดเงินได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนการรักษา และมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการใช้ยา triamcinolone 0.1% นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์ยับยั้งการแสดงออกของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบของผิวหนังได้แก่NF-κB p65 และ Ki-67 และมีผลช่วยลดความหนาของชั้นผิวหนังกำพร้า (epidermal) บริเวณแผลสะเก็ดเงินได้

slot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทาน
ตามตำรายาแพทย์แผนจีนระบุว่าต้นและรากของว่านมหากาฬมีพิษเล็กน้อย โดยจะออกฤทธิ์ต่อตับ ดังนั้นจึงต้องระวังในการใช้
ในการใช้ว่านมหากาฬเพื่อหวังในสรรพคุณทางยา ควรใช้ในปริมาณที่พอดี ไม่ใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ และสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ