โรคต่างๆ

สรรพคุณของโกฐก้านพร้าว

เชื่อกันว่าโกฐก้านพร้าวมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิม ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของแควันแคชมเมียร์ถึงแคว้นสิกขิมของอินเดีย แต่บางตำราระบุว่ามีถิ่นกำเนิดในเทือกเขาหิมาลัย ในเขตปากีสถานจนถึงเนปาล ปัจจุบันมีแหล่งปลูกโกฐก้านพร้าวที่สำคัญคือ จีน ทิเบต ศรีลังกา และเนปาล สำหรับในประเทศไทยยังไม่มีรายงานว่ามีการปลูก โกฐก้านพร้าวเท่าใดนัก โดยส่วนมากในการนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องยา ตำรับต่างๆนั้น มักจะเป็นการส่งนำเข้าจากประเทศต่างๆ ข้างต้น

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณโกฐก้านพร้าว

การใช้ประโยชน์จากโกฐก้านพร้าวนั้น โดยส่วนมากมักจะนำมาใช้เป็นสมุนไพร หรือใช้เป็นส่วนประกอบของยาตำรับต่างๆ เช่นในอินเดียใช้เป็นยาขมเพื่อให้เจริญอาหารหรือใช้เป็นส่วนผสมของยาถ่ายในหลายๆตำรับ และในตำราอายุรเวทของอินเดียกล่าวว่า ถ้าใช้ในขนาดต่ำๆ จะมีสรรพคุณบำรุงธาตุทำให้เจริญอาหาร และเป็นยาระบายอ่อ ๆ แต่ถ้าใช้มากจะเป็นยาบำรุง และเชื่อกันว่าเป็นยาแก้ไข้จับสั่น และเป็นยาขับน้ำดี ราก แก้ไข้ แก้ไข้ซึ่งมีอาการให้สะอึก แก้สะอึก แก้หอบเพราะเสมหะเป็นพิษ แก้อาเจียน แก้ลม แก้กำเดา

สำหรับในประเทศไทยก็นิยมนำมรใช้เป็นสมุนไพรเช่นกัน โดยในตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณของโกฐก้านพร้าวไว้ว่าโกฐก้านพร้าวมีรสขม เป็นยาเย็นจัด ออกฤทธิ์ต่อกระเพาะ ตับ และลำไส้ใหญ่ ใช้เป็นยาทำให้เลือดเย็น แก้เลือดกำเดา อาเจียนเป็นเลือด ไอเป็นเลือด ใช้เป็นยาแก้ร้อนในแก้หอบ ลดไข้ แก้ไข้ แก้ไข้เรื้อรัง แก้ไข้ซึ่งมีอาการให้สะอึก แก้สะอึก แก้อาเจียน แก้เสมหะเป็นพิษ แก้เหงื่อออกไม่รู้ตัว แก้ซางตัวร้อนในเด็ก

นอกจากนี้ยังได้มีการนำโกฐก้านพร้าวมาใช้ในเครื่องยาไทย ที่เรียกว่า “พิกัดโกฐ” โดยโกฐก้านพร้าว จัดอยู่ใน โกฐทั้งเจ็ด (สัตตโกฐ) และโกฐทั้งเก้า (เนาวโกฐ) โดยพิกัดโกฐทั้ง 7 จะประกอบไปด้วยโกฐหัวบัว โกฐสอ โกฐเขมา โกฐเชียง โกฐจุฬาลำพา โกฐกระดูก และโกฐก้านพร้าว ส่วน“พิกัดโกฐทั้ง 9” (มีโกฐพุงปลา และโกฐชฎามังษี เพิ่มเข้ามา มีสรรพคุณโดยรวม ของยาที่ใช้ในพิกัดโกฐ คือ แก้ไข้ แก้ไข้ร่วมกับมีเสมหะ แก้หืดไอ แก้หอบ แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง ขับลม แก้สะอึก บำรุงเลือด บำรุงกระดูก

สล็อต

ลักษณะทั่วไปโกฐก้านพร้าว

โกฐก้านพร้าวจัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก มีอายุประมาณ 1-2 ปี โดยที่ลำต้นมีความสูงได้ประมาณ 5-10 เซนติเมตร มีเหง้าลักษณะกลมยาวประมาณ 5-6 เซนติเมตรอยู่ใต้ดิน ใบออกติดกับรากหรือเหง้า ลักษณะของใบเป็นรูปกลมรีเหมือนช้อน ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 0.6-2.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-5 เซนติเมตรซึ่งใบมักออกซ้อนกัน ดอกออกเป็นช่ออยู่บนก้านดอกยาวที่แทงขึ้นจากโคนใบ ดอกมีสีม่วงเข้มหรือสีม่วงน้ำเงิน ผลมีลักษณะเป็นรูปไข่กลม ส่วนเมล็ดเป็นรูปไข่มีสีดำเงา ขนาดยาวประมาณ 1.2 มิลลิเมตร

ทั้งนี้ส่วนของโกฐก้านพร้าวที่มักจะนำมาทำเป็นยาคือ เหง้าแห้ง มีลักษณะกลมยาว โดยจะมีความยาวประมาณ 3-6 ซม. ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5 – 1 ซม. มีลักษณะคล้ายก้านย่อยของช่อดอกมะพร้าวเมื่อช่อดอกนั้นติดลูก ที่เรียกกันว่า “หางหนูมะพร้าว” มี 5-8 ข้อ แต่ละข้อมีขน ผิวนอกมีสีน้ำตาลแกมเทาเข้ม มีวง ๆ อันเป็นแผลเป็นของตา มีตาและมีส่วนของลำต้นติดอยู่บ้าง เนื้อนิ่ม รากมีรอยย่นตามแนวยาว มีรอยแตกตามขวาง และมีรอยแผลเป็นสีเทาหรือสีน้ำตาลเป็นจุด ๆ ที่รอยหักแข็ง เนื้อในสีดำ มีรสขมจัด มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

การขยายพันธุ์โกฐก้านพร้าว

โกฐก้านพร้าวสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด และการแยกเหง้าไปปลูก สำหรับวิธีการปลูกนั้นสามารถทำได้เช่นเดียวกับการเพาะเมล็ดและการแยกเหง้าปลูกของพืชล้มลุกชนิดอื่นๆ ดังที่กล่าวมาแล้วในหลายๆบทความก่อนหน้านี้

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ไข แก้ร้อนใน แก้สะอึก แก้หอบ แก้เสมหะเป็นพิษ แก้อาเจียน แก้กำเดา แก้ซางในเด็ก แก้ลม แก้บิด แก้ริดสีดวงทวาร โดยใช้เหง้าแห้ง นำมาบดเป็นยาผง ใช้รับประทานครั้งละ 0.5-1.5 กรัม หรือใช้ต้มกับน้ำรับประทาน ครั้งละ 3-10 กรัม
ส่วนในตำรับยาต่างๆที่มีส่วนผสมของโกฐก้านพร้าว เช่น ยาหอมเทพจิตร , ยาหอมนวโกฐ ,พิกัดโกฐทั้ง7,9 ให้รับประทานตามที่ระบุไว้ในตำรับยานั้นๆ

สล็อตออนไลน์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านอาการข้ออักเสบ การทดสอบฤทธิ์ต้านอาการข้ออักเสบของสารสกัดน้ำ-แอลกอฮอล์ (hydroalcoholic extract) จากรากของโกฐก้านพร้าว (Picrorhiza kurroa rhizome extract; PKRE) ในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบด้วยสาร formaldehyde และ adjuvant induced arthritis (AIA) โดยให้หนูกิน PKRE ในขนาด 50 , 100 และ 200 มก. จากการทดลองพบว่า PKRE สามารถลดการแสดงออกของสารก่อการอักเสบ เช่น interleukin-1β (IL-1β), interleukin-6 (IL-6), tumor necrosis factor receptor-1 (TNF-R1) และ vascular endothelial growth factor ในข้อต่อชนิดซินโนเวียล (Synovial) ได้อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม และยังลดตัวบ่งชี้การเกิดออกซิเดชันและการอักเสบ เช่น malonaldehyde, nitric oxide, tumor necrosis factor alpha รวมทั้งเพิ่มการออกฤทธิ์ของสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น glutathione, superoxide dismutase และ catalase นอกจากนี้ PKRE ยังลดการแสดงออกของ matrix metalloproteinases-3 และ 9 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบด้วย ทำให้สามารถสรุปได้ว่า สารสกัดน้ำ-แอลกอฮอล์จากรากของโกฐก้านพร้าวมีฤทธิ์ต้านอาการข้ออักเสบ ซึ่งคาดว่ากลไกการออกฤทธิ์น่าจะเกี่ยวข้องกับการยับยั้งสารก่อการอักเสบและสารที่กระตุ้นการสร้างหลอดเลือด รวมทั้งกระตุ้นกระบวนการต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งการแสดงออกของ matrix metalloproteinases

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ การศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของโกฐก้านพร้าวโดยสกัดสารสำคัญจากเหง้าของโกฐก้านพร้าวด้วยวิธีการหมักด้วย 70% เอทานอล เป็นเวลา 2 วัน และทำการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ DPPH ( 1,1-diphenyl-2-picrylhydrazyl) โดยเปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน BHA (Butylated Hydroxyanisole) และความสามารถในการคีเลตไอออนของโลหะ (metal chelator) เป็นการทดสอบความสามารถในการแย่งจับกับโลหะไอออน Fe2+เนื่องจากโลหะไอออนเป็นตัวการสำคัญในการเร่งปฏิกิริยา ให้เกิดสารอนุมูลอิสระต่างๆ หลายชนิด การทดสอบความสามารถในการรีดิวซ์ของสารต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี FRAP assay หรือความสามารถในการให้อิเล็กตรอน โดยศึกษากลไกการเกิดปฎิกิริยารีดักชั่นของ Fe3+-TPTZ ไปเป็น Fe2+ -TPTZ การทดสอบฤทธิ์ยับยั้งออกซิเดชันของไขมัน (antilipid peroxidation)ด้วยวิธี thiobarbituric acid โดยใช้ AAPH (2,2′-azobis-2-methyl-propanimidamide, dihydrochloride)เหนี่ยวนำการเกิดออกซิเดชัน ในเซลล์ตับหนู ในหลอดทดลอง และนอกจากนี้ยังศึกษาฤทธิ์ในการป้องกันการทำลายสารกลุ่ม macromolecule เช่น DNA,protein และ lipid ผลการทดลองพบว่าฤทธิ์ต้านปฏิกิริยาออกซิเดชัน ด้วยวิธีต่างๆ ได้แก่ วิธี DPPH, metal chelator, FRAP, antilipid peroxidation ของสารสกัดเหง้าโกฐก้านพร้าวด้วย 70% เอทานอล มี่ค่า IC50เท่ากับ 75.16±3.2, 55.5±4.8, 41±2.4 และ 40±3.8 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ตามลำดับ และสามารถยับยั้งการเกิดความเสียหายของ macromolecule ใน DNA ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดความเสียหายโดยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H2O2) และในโปรตีนอัลบูมินในเลือดวัว ที่ถูกออกซิไดส์ เมื่อเหนี่ยวนำด้วย AAPH จึงสรุปได้ว่าสารสกัดเหง้าโกฐก้านพร้าวมีฤทธิ์ต้านปฏิกิริยาออกซิเดชัน โดยปกป้องการทำลาย DNA, protein, lipid จากการทำลายของสารอนุมูลอิสระ โดยพบปริมาณสารโพลีฟีนอล และฟลาโวนอยด์ปริมาณสูงในสารสกัด

jumboslot

ฤทธิ์ปกป้องสมองการทดสอบฤทธิ์ปกป้องเซลล์สมองจากภาวะขาดเลือดของสาร apocynin ซึ่งพบได้ในส่วนรากของโกฐก้านพร้าว (Picrorhiza kurroa Royle ex Benth.) ในหนูแรทเพศผู้ที่ทำให้เกิดภาวะขาดเลือดด้วยการเย็บปิดบริเวณเส้นเลือดแดงมิดเดิล ซีรีบรัล (middle cerebral artery; MCA) ซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักที่นำเลือดมาเลี้ยงสมอง โดยให้สาร apocynin ขนาด 1 – 20 มก./กก. ก่อนทำให้เกิดภาวะขาดเลือด (ischemia) 30 นาที หรือ ให้สาร apocynin ทันทีหลังจากเปิดบริเวณที่เย็บ MCA โดยหลังจากเปิดบริเวณที่เย็บ จะปล่อยให้เลือดไหลสู่ MCA (reperfusion) เป็นเวลา 5.5 ชม. แล้วจึงผ่าตัดนำสมองออกมา จากผลการทดลองพบว่า การให้สาร apocynin ก่อนทำให้เกิดภาวะขาดเลือด 30 นาที รอยแผลในสมองลดลงประมาณ 50% โดยประสิทธิภาพจะขึ้นกับขนาดของสารที่ให้ การวิเคราะห์ทางเนื้อเยื่อพบว่า ระดับของ glutathione (GSH), protein adducts (HNE-His), hydrogen peroxide (H2O2) และ DNA fragmentation (apoptotic cell death) เพิ่มขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สาร apocynin อาจมีผลในการเพิ่มระบบการต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant defense systems) เพื่อจำกัดระดับความรุนแรงของการเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะเครียดของเซลล์ในภาวะที่สมองขาดเลือด นอกจากนี้ กลไกดังกล่าวยังทำให้เซลล์มีการตายในรูปแบบของ apoptotic มากกว่ารูปแบบของ necrotic ซึ่งทำให้ความผิดปกติที่เกิดจากภาวะขาดเลือดลดลง

ฤทธิ์ปกป้องตับ การศึกษาฤทธิ์ในการปกป้องตับของโกฐก้านพร้าว ทำในสัตว์ทดลอง โดยใช้ galactosamine เหนี่ยวนำให้ตับหนูแรทอักเสบ พบว่าการป้อนผงรากขนาด 200 mg/kg ทำให้ปริมาณไขมันในตับ ระดับเอนไซม์ GOT, GPT ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) จากการทดลองนี้จึงแสดงว่าสารสกัดของโกฐก้านพร้าวมีฤทธิ์รักษาภาวะตับอักเสบจากไวรัส และมีฤทธิ์ต่อการปกป้องตับได้

ส่วนการศึกษาทางคลินิกในการปกป้องตับของโกฐก้านพร้าว โดยทำการทดลองแบบ randomised, doubleblind placebo controlled trialในผู้ป่วยที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นตับอักเสบเฉียบพลันจากไวรัส (HBsAg negative) จำนวน 33 คน โดยทำการแบ่งผู้ป่วยออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรก (n=18) จะได้รับยาหลอก ส่วนกลุ่มที่สอง (n=15) จะได้รับผงรากโกฐก้านพร้าวขนาด375 มิลลิกรัม สามครั้งต่อวัน เป็นเวลาสองสัปดาห์ ผลการทดลองพบว่าระดับเอนไซม์ตับ ได้แก่ SGPT, SGOT และ bilirubinมีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มที่ได้รับสารสกัดโกฐก้านพร้าว และกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (p<0.05)และเวลาที่ใช้ในการทำให้ระดับของ bilirubin ของผู้ป่วยมีค่าลดลงสู่ระดับปกติ (2.5 mg %)พบว่าในกลุ่มที่ได้รับสารสกัดของโกฐก้านพร้าวใช้เวลาต่ำกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอกเป็น 27.44วันและ 75.9 วัน ตามลำดับ

ฤทธิ์รักษาแผลPicroliv เป็นสารสกัดจากรากของโกฐก้านพร้าว ซึ่งประกอบด้วย iridoid glycosides 2 ชนิด คือ picroside-1 และ kutkoside ผสมกันในอัตราส่วน 1:1.5 เมื่อนำมาทดสอบผลต่อการเจริญเติบโตของเส้นเลือด โดยทดสอบกับเส้นเลือดแดงใหญ่ที่แยกจากหนูขาว พบว่า picroliv ที่ความเข้มข้น 0.5 และ 1 มคก./มล. มีผลเพิ่มการเจริญเติบโตของเส้นเลือดโดยจะเพิ่มการสร้างเส้นเลือดฝอย เพิ่มจำนวนและความยาวของหลอดเลือดเล็กๆ เพิ่มการงอกและแตกแขนงของเส้นเลือด สำหรับการทดสอบผลในการรักษาแผลในหนูขาวที่ทำให้เกิดแผลที่หลัง โดยป้อน picroliv ขนาด 12 มก./กก. วันละครั้ง ดูผลในวันที่ 4 และ 7 ของการทดลอง พบว่ามีผลเพิ่มการสร้างเยื่อบุผิวที่แผล การสร้างเส้นเลือดใหม่ และการเคลื่อนย้ายของเซลล์ต่างๆ เช่น endothelial myofibroblasts และ fibroblasts ไปยังบาดแผล และยังเพิ่ม vascular endothelial growth factor ซึ่งมีส่วนในกระบวนการรักษาแผลด้วย

[NPC5]
ฤทธิ์ยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร การศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ของสารสกัดเอทานอลจากเหง้า และรากของโกฐก้านพร้าวโดยทำการทดลองในหนูแรทเพศผู้ สายพันธุ์ wistar ป้อนสารสกัดขนาด 100 mg/kg เป็นเวลา 10 วัน ก่อนได้รับสารเหนี่ยวนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารคือกรดไฮโดรคลอริก (0.15 N HCl ละลายใน 70% v/v เอทานอล) บันทึกค่า acid/pepsin, lipid peroxidation, antioxidant status, proteins และ glycoproteins ผลการทดลองพบว่า สารสกัดสามารถยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ และทำให้ค่าพารามิเตอร์ต่างๆ อยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าปกติ เนื่องจากการได้รับสารละลายกรดที่ละลายในเอทานอล ทำให้มีจำนวนแผลในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น เพิ่มปริมาตรน้ำย่อย เพิ่มความเป็นกรด ลดการทำงานของ pepsin (เอนไซม์ที่ย่อยโปรตีน) ลดระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ได้แก่ SOD, CAT, GSH, โปรตีน, ไกลโคโปรตีน ในหนูที่มีแผลในกระเพาะอาหาร สารสกัดเอทานอลจากเหง้า และรากโกฐก้านพร้าว สามารถยับยั้งการเกิดผลเหล่านี้ ทั้งนี้อาจเกิดจากการทำให้ระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระชนิดต่างๆ ทำงานได้ตามปกติ จึงปกป้องเนื้อเยื่อบริเวณผนังของกระเพาะอาหาร ไม่ให้ถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระ โดยลดการเกิด lipid peroxidation ทำให้ผนังกระเพาะอาหารแข็งแรง นับเป็นกลไกในการปกป้องสิ่งกระตุ้นทั้งจากภายใน และภายนอกที่จะเหนี่ยวนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้

การศึกษาทางพิษวิทยา

การทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดเหง้าด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 12,500 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ไม่ตรวจพบอาการเป็นพิษ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ผู้ที่มีธาตุอ่อนควรระมัดระวังในการใช้โกฐก้านพร้าว เพราะมีฤทธิ์เป็นยาระบาย
ในการใช้โกฐก้านพร้าวบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรใช้ในปริมาณที่พอเหมาะที่ระบุไว้ในตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็กสตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยเรื้อรัง หรือ ผู้ที่ต้องรับประทานยาเป็นประจำ ก่อนจะใช้โกฐก้านพร้าวในการช่วยบำบัดรักษาโรคควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ