โรคต่างๆ

สรรพคุณของโกฐชฎามังสี

โกฐชฎามังสีมีถิ่นกำเนิดอยู่ในบริเวณเทือกเขาหิมาลัย โดยคาดกันว่าน่าจะอยู่ในบริเวณประเทศอินเดียและภูฎานสำหรับในประเทศไทยไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้ส่วนมาก การใช้ประโยชน์จากโกฐชฎามังสีในการนำมาทำตำรายาต่างๆ จะเป็นการนำเข้าจากอินเดียและประเทศในแถบเทือกเขาหิมาลัย

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณโกฐชฎามังสี

ในประเทศไทยโกฐชฎามังสีถูกนำมาใช้ประโยชน์มาตั้งแต่อดีตแล้ว ส่วนมากจะถูกนำมาใช้ในการทำเป็นยาสมุนไพรหรือนำมาเป็นส่วนผสมของตำรับต่างๆ เช่น ตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” และตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” ซึ่งมีส่วนประกอบของโกฐชฎามังสีอยู่ในพิกัดโกฐทั้ง 9 เช่น โกฐพุงปลา โกฐชฎามังสี โกฐก้านพร้าว ฯลฯร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ โดยยาหอมทั้ง 2 ตำรับนี้มีสรรพคุณในการแก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง และยังได้มีการนำมาใช้ในเครื่องยาไทย ที่เรียกว่า “พิกัดโกฐ” โดยโกฐชฎามังสีจัดอยู่ใน โกฐทั้งเก้า(เนาวโกฐ) มีสรรพคุณแก้ไข้จับ แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้หืดไอ แก้โรคปอด แก้โรคในปากคอ แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง บำรุงโลหิต แก้ไข้เรื้อรัง แก้หอบ แก้สะอึก บำรุงกระดูก แก้ไข้ในกองธาตุอติสาร แก้ไส้ด้วนไส้ลาม ขับระดูร้าย เป็นต้น

ส่วนในตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณของโกฐชฎามังสีว่า เหง้าหรือรากมีรสสุขุม ขม กลิ่นหอม มีกลิ่นแรงเฉพาะตัว รสเผ็ดและขมเล็กน้อย

ใช้เป็นยากระจายหนองที่เป็นก้อนอยู่ในร่างกาย ขับพยาธิออกจากร่างกาย แก้ไส้ด้วนไส้ลาม คือแผลเนื้อร้ายกินแต่ปลายองคชาติเข้าไปและองค์กำเนิดบวม ขับโลหิตระดูเน่าเสีย ขับประจำเดือน แก้ดีพิการ ช่วยย่อยอาหาร แก้พิษทั้งปวง แก้แผลเนื้อร้าย แก้รัตตะปิตตะโรค แก้โลหิตอันเกิดแต่กองปิตตะสมุฏฐาน แก้โรคปากในคอ ใช้ขับลม

นอกจากนี้ในตำรับยาอายุรเวชเขตอินเดียยังระบุไว้ว่า เหง้าและรากของโกฐชฎามังสี มีคุณสมบัติกระตุ้นและลดการเกร็ง ใช้บำบัดโรคลมบ้าหมู โรคฮิสทีเรีย โรคที่มีอาการชักทุกชนิด รวมทั้งโรคตา แก้แผลพุพองปวด บวมที่ผิวหนัง โรคต่าง ๆ ที่เกิดในศีรษะ อาการสะอึก เป็นต้น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้โกฐชฎามังสี

ขนาดการใช้โกฐชฎามังสีในรูปแบบยาผงให้ใช้ในขนาด 2-3 กรัม ต่อวัน ส่วนในการใช้ในตำรับยาอื่นๆให้ใช้ในขนาดตามที่ตำรับยานั้นๆระบุไว้

ลักษณะทั่วไปโกฐชฎามังสี

โกฐชฎามังสีจัดเป็นพืชล้มลุก ลำต้น มีลักษณะเป็นเหง้าหรือหัวใต้ดิน มีรากย่อยปกคลุมเป็นเส้นหนาแน่นโดยรอบ รากมีรสขม ให้กลิ่นหอมแรงเฉพาะตัว เหง้ามีความแข็งแต่เปราะง่ายหักและมีก้านใบติดอยู่เป็นจำนวนมาก ขนาดของลำต้นมีความสูงประมาณ 5-50 ซม. และมีขนขึ้นปกคลุมอยู่ทั่ว

สล็อต

ใบ มีลักษณะเป็นรูปไข่กลับ หรือรูปขอบขนาน แผ่นใบมีสีเขียวเข้ม ขอบใบเรียบ ออกเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามกัน มีขนสีขาวปกคลุมอยู่ทั่วใบ

ดอก ออกเป็นช่อกระจุกที่ปลายยอด ในแต่ละช่อจะประกอบไปด้วยดอกย่อยสีม่วงอมชมพูจำนวนมากมาย มีก้านช่อดอกยาวประมาณ 10-20 ซม. บริเวณโคนกลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นหลอด ส่วนปลายแยกออกจากกันประมาณ 4-5 กลีบ บริเวณใบประดับมีขนปกคลุมอยู่ทั่ว

ผล เป็นผลลักษณะยาวที่ปกคลุมไปด้วยขนสีขาว

การขยายพันธุ์โกฐชฎามังสี

โกฐชฎามังสี สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด และการใช้เหง้าปลูก แต่ต้องปลูกในสภาพอากาศที่เหมาะสมที่ใกล้เคียงกับบริเวณเทือกเขาหิมาลัยที่เป็นถิ่นกำเนิดของพืชชนิดนี้ ส่วนวิธีการปลูกนั้นก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการปลูกพืชชนิดอื่นๆที่ใช้เหง้าและใช้วิธีการเพาะเมล็ด ในการขยายพันธุ์

องค์ประกอบทางเคมีโกฐชฎามังสี

องค์ประกอบทางเคมี ในน้ำมันหอมระเหยของโกฐชฎามังสี ได้แก่ acetophynone , Camphor , Menthol , ƿ-anethol , Carvacrol และ Eugenol นอกจากนี้ในเหง้ายังพบสารต่างๆ ดังนี้ angelicin (แอนเจลิซิน) jatamansic acid (กรมจาทาแมนซิก) jatamansin (จาทาแมนซิน) jatamansinol (จาทาแมนซินอล) jatamansone (จาทาแมนโซน) jatamol A (จาทามอลเอ) jatamol B (จาทามอลบี) patchouli alcohol (พัตชูลิอัลกอฮอล์)

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการศึกษาทางเภสัชวิทยา พบว่าโกฐชฎามังสีมีฤทธิ์ต่างๆ ดังนี้ ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ต้านการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบ ลดความดันโลหิต เสริมฤทธิ์ยานอนหลับ กดประสาทส่วนกลาง เพิ่มการเรียนรู้และความจำ คลายมดลูก ทำให้หัวใจเต้นช้า ต้านการเต้นไม่เป็นจังหวะของหัวใจ ฆ่าอสุจิ กล่อมประสาท ต้านหืด ต้านแบคทีเรีย ลดน้ำตาลในเลือด ลดปริมาณกรดยูริก ต้านการชัก ลดไข้ ต้านการเกิดแผล และมีรายงานการศึกษาทางคลินิกพบว่าสารจาทาแมนโซนบี มีฤทธิ์ลดความดันโลหิตสูง ชนิดปานกลางถึงรุนแรง

สล็อตออนไลน์

การศึกษาทางพิษวิทยา

สำหรับการทดสอบความเป็นพิษพบว่า เมื่อฉีดสารสกัดรากด้วยแอลกอฮอล์-น้ำ (1 : 1) เข้าช่องท้องหนูถีบจักร ขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง (LD50) คือ มากกว่า 1 ก/กก สำหรับการฉีดน้ำมันหอมระเหยเข้าช่องท้อง พบว่าขนาดที่ทำให้สุนัขและหนูถีบจักรตายครึ่งหนึ่ง (LD50) คือ 93 มก./กก. และ 80.3 มก./กก. ตามลำดับ ส่วนในหนูตะเภาและหนูขาวคือ 2 มล/กก และ 1.5 มล/กก ตามลำดับ และเมื่อใช้สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ 95% ฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรและป้อนหนูขาว พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง (LD50) คือ 1.25 ก./กก. และ 20 ก./กก. ตามลำดับ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้โกฐชฎามังสีในการบำบัดรักษาโรค ไม่ว่าจะใช้เป็นสมุนไพรเดี่ยวๆ หรือการใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาต่างๆ ควรระมัดระวังในการใช้ คือ ควรใช้ในปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับยาต่างๆและไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ส่วนสตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้องรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ต้นโกฐชฎามังสี จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีเขตการกระจายพันธุ์ในบริเวณเทือกเขาหิมาลัย ในประเทศอินเดีย โดยจัดเป็นสมุนไพรนำเข้า และได้มีการนำมาใช้ในเครื่องยาไทยหลายตำรับ[1]
ใบโกฐชฎามังสี

ต้นโกฐชฎามังสี

สมุนไพรโกฐชฎามังสี

ดอกโกฐชฎามังสี

รากโกฐชฎามังสี คือ ส่วนที่นำมาใช้เป็นยาซึ่งมีลักษณะเป็นไม้เนื้อแข็ง มีรากย่อยปกคลุมเป็นเส้นยาว โดยรอบหนาแน่น รากนั้นมีรสสุขุม ขม มีกลิ่นหอม และเป็นกลิ่นแรงเฉพาะตัว
โกฐชฎามังษี

โกฐชฎามังสี

jumboslot

สรรพคุณของโกฐชฎามังสี
ตำรายาไทยจะใช้โกฐชฎามังสีเป็นยาแก้โลหิตอันเกิดแต่กองปิตตะสมุฏฐาน แก้รัตตะปิตตะโรค
ใช้เป็นยาแก้โรคในปากคอ
ใช้เป็นยาขับลม ช่วยย่อยอาหาร
ช่วยขับพยาธิออกจากร่างกาย
ใช้เป็นยาแก้ไส้ด้วนไส้ลาม (แผลเนื้อร้ายกินแต่ปลายองคชาตเข้าไปและองค์กำเนิดบวม)

slot

โกฐชฎามังสีมีสรรพคุณช่วยขับประจำเดือน ขับโลหิตระดูเน่าเสียของสตรี
ช่วยแก้ดีพิการ
ช่วยแก้แผลเนื้อร้าย
ใช้เป็นยากระจายหนองที่ก้อนอยู่ในร่างกาย
ใช้เป็นยาแก้พิษทั้งปวง
ในการแพทย์อายุรเวทของอินเดีย ระบุว่า เหง้าและรากโกฐชฎามังสีมีคุณสมบัติกระตุ้นและลดการเกร็ง จึงใช้ในการบำบัดโรคลมบ้าหมู โรคฮิสทีเรีย โรคที่มีอาการชักทุกชนิด รวมทั้งโรคตา โรคต่าง ๆ ที่เกิดในศีรษะ แก้อาการสะอึก และแผลพุพองปวดบวมที่ผิวหนัง
ในบัญชียาจากสมุนไพร ตามประกาศของคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5) มีปรากฏการใช้โกฐชฎามังสีในกลุ่มยารักษาอาการทางระบบไหลเวียนโลหิตหรือยาแก้ลม โดยปรากฏในตำรับ “ยาหอมเทพจิตร” และตำรับ “ยาหอมนวโกฐ” ซึ่งมีส่วนประกอบของโกฐชฎามังสีอยู่ในพิกัดโกฐทั้งเก้าร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ อีกในตำรับ มีสรรพคุณเป็นยาแก้ลมวิงเวียน อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน และแก้ลมจุกแน่นในท้อง
โกฐชฎามังสีเป็นสมุนไพรที่มีการนำมาใช้ในตำรับยาแผนโบราณของไทยหลายตำรับ และได้มีการนำมาใช้ในเครื่องยาไทยที่เรียกว่า “พิกัดโกฐ” ซึ่งโกฐชฎามังสีนั้นจะจัดอยู่ใน โกฐทั้งเก้า (เนาวโกฐ) มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้จับ แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้ไข้เรื้อรัง แก้ไข้ในกองอติสาร แก้หืดไอ แก้หอบ อาการสะอึก แก้โรคในปากคอ แก้โรคปอด แก้ไส้ด้วนไส้ลาม ช่วยขับระดูร้าย แก้ลมในกองธาตุ เป็นยาชูกำลัง ช่วยบำรุงโลหิต และบำรุงกระดูก
ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของโกฐชฎามังสี
องค์ประกอบทางเคมีที่พบได้ในสมุนไพรโกฐชฎามังสี ได้แก่ สาร angelicin, jatamansic acid, jatamansin, jatamansinol, jatamansone, jatamol A, jatamol B, patchouli alcohol
จากการศึกษาทางเภสัชวิทยา พบว่าโกฐชฎามังสีมีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเลือด ลดปริมาณของกรดยูริก เสริมฤทธิ์ยานอนหลับ กดประสาทส่วนกลาง เพิ่มการเรียนรู้และความจำ กล่อมประสาท ต้านการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบ คลายมดลูก ทำให้หัวใจเต้นช้า ต้านการเต้นไม่เป็นจังหวะของหัวใจ ต้านหืด ต้านการชัก ต้านแบคทีเรีย ต้านการเกิดแผล ฆ่าอสุจิ และมีฤทธิ์ลดไข้
จากการทดสอบความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดจากรากโกฐชฎามังสีด้วยแอลกอฮอล์-น้ำ (1:1) เข้าช่องท้องของหนูถีบจักร พบว่าในขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง คือ ขนาดมากกว่า 1 กรัมต่อกิโลกรัม ส่วนการฉีดน้ำมันหอมระเหยเข้าช่องท้อง พบว่าในขนาดที่ทำให้สุนัขและหนูถีบจักรตายครึ่งหนึ่งนั้น คือ ขนาด 93 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และ 80.3 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ ส่วนในหนูตะเภาคือขนาด 2 มิลลิลิตรต่อกิโลกรัม และในหนูขาวคือขนาด 1.5 มิลลิลิตรต่อกิโลกรัม