โรคต่างๆ

สรรพคุณจันทน์เทศ

จันทน์เทศมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ที่เกาะบันดา ในหมู่เกาะโมลุกกะ อันได้ชื่อว่าเป็นหมู่เกาะเครื่องเทศ ในประเทศอินโดนีเซีย และยังถือกันว่าจันทน์เทศเป็นพืชพื้นเมืองของหมู่เกาะนั้นอีกด้วย ต่อมาเมื่ออังกฤษเข้าครอบครองหมู่เกาะโมลุกกะจึงได้นำเมล็ดจันทน์เทศไปปลูกยัง สิงคโปร์ เกาะวินเซอร์ ทรินิแคด ปีนัง สุมตรา เกาะเกรนาดาในอเมริกาใต้ และในศรีลังกา เป็นต้น แล้วจึงมีการแพร่พันธุ์ไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วเขตร้อนของโลก เช่นในปัจจุบัน สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้มากทางภาคตะวันออกและทางภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะที่นครศรีธรรมราชและชุมพร

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณจันทน์เทศ

จันทน์เทศมีการนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ หลากหลายด้าน ดังนี้ ในอดีตมีการนำรกและเมล็ดจันทน์เทศมาทำเป็นเครื่องเทศที่มีความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเครื่องเทศที่ได้จากจันทน์เทศนี้เป็นที่นิยมไปทั่วโลก เช่น ในอินเดียมักใช้เป็นเครื่องเทศในอาหารโมกุล (Moghul) ชาวอาหรับใช้ปรุงอาหารที่ทำจากเนื้อแพะ เนื้อแกะ ชาวดัตช์ใส่ในมันฝรั่งบด สตู และฟรุตสลัด ครัวอิตาลีใส่ในอาหารจากผัก รวมทั้งไส้กรอก เนื้อวัว พาสต้า

ชาวอินโดนีเซียนำไปทำแยม เยลลี่ ลูกกวาด ในยุโรปใช้ปรุงรสในเค้กน้ำผึ้ง เค้กผลไม้

ส่วนในประเทศไทยนำไปผสมกับขนมปัง เนย แฮม ไส้กรอก เบคอน เนื้อตุ๋นต่าง ๆ แกงกะหรี่ แกงมัสมั่น น้ำพริกสำเร็จรูป หรือนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ เพื่อช่วยในการถนอมอาหาร ส่วนเนื้อผลของจันทน์เทศก็สามารถนำไปทำเป็นอาหารได้หลากหลายรูปแบบ และในภาคใต้ของไทยนำผลมาทำแช่อิ่ม หยี่ หรือทำจันทน์เทศสามรส และยังใช้เนื้อผลสดกินเป็นของขบเคี้ยวร่วมกับน้ำปลาหวานหรือพริกเกลือ มีรสออกเผ็ดและฉุน ส่วนน้ำมันลูกจันทน์ (Nutmeg oil or myristica oil) ที่ได้จากการกลั่นลูกจันทน์ด้วยไอน้ำ สามารถนำมาไปใช้แต่งกลิ่นผงซักฟอก ยาชะล้าง สบู่ น้ำหอม ครีมและโลชันบำรุงผิวได้

นอกจากนี้เนื้อไม้มีกลิ่นหอม สามารถนำมาใช้ทำเครื่องร่ำ น้ำอบไทย หรือใช้ทำเครื่องหอมต่างๆได้อีกด้วย สำหรับสรรพคุณทางยาของจันทน์เทศนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ลูกจันทน์ ใช้แก้ธาตุพิการ บำรุงกำลัง แก้ไข้ บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ แก้จุกเสียด ขับลม รักษาอาการอาหารไม่ย่อย คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย แก้บิด แก้กำเดา แก้ท้องร่วง แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้เสมหะโลหิต แก้ปวดมดลูก และบำรุงโลหิต เปลือกเมล็ด รสฝาดมันหอม สมานบาดแผลภายใน แก้ท้องอืด แก้ปวดท้อง และดอกจันทน์มีสรรพคุณบำรุงโลหิต บำรุงธาตุ ขับลม แก้ปวดมดลูก แก้ท้องร่วง บำรุงกำลัง บำรุงผิวเนื้อให้เจริญ น้ำมันระเหยง่ายใช้เป็นส่วนผสมของขี้ผึ้งที่ใช้ทาระงับความปวด ใช้ขับประจำเดือน ทำให้แท้ง ทำให้ประสาทหลอนและตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ยังปรากฏการใช้ลูกจันทน์และดอกจันทน์ ในยารักษาอาการโรคในระบบต่างๆของร่างกาย ได้แก่ตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” และตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” มีส่วนประกอบของลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณในการแก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง ส่วนตำรับ “ยาธาตุบรรจบ” ก็มีส่วนประกอบของลูกจันทน์และดอกจันทน์ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณ บรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ, และตำรับ “ยาประสะกานพลู” ก็มีส่วนประกอบของลูกจันทน์และดอกจันทน์ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ, รวมถึงตำรับ “ยาแก้ลมอัมพฤกษ์” ก็มีส่วนประกอบของลูกจันทน์และดอกจันทน์ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ โดยมีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดตามเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ มือ เท้า ตึงหรือชาและตำรับ “ยาเลือดงาม” มีส่วนประกอบของลูกจันทน์ ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ แก้มุตกิด เป็นต้น

สล็อต

นอกจากนี้ปรากฏการใช้จันทน์เทศใน “พิกัดตรีพิษจักร” คือการจำกัดจำนวนตัวยาที่มีรสซึมซาบไวดังกงจักร มี 3 อย่างคือ ผลจันทน์เทศ ผลผักชีล้อม และกานพลู สรรพคุณแก้ลม แก้พิษเลือด แก้ธาตุพิการ บำรุงโลหิต “พิกัดตรีคันธวาต” คือการจำกัดจำนวนตัวยาที่มีกลิ่นหอมแก้ลม 3 อย่าง มี ผลจันทน์เทศ ผลเร่วใหญ่ และกานพลู สรรพคุณแก้ธาตุพิการ แก้ไข้อันเกิดแต่ดี แก้จุกเสียดอีกด้วย และยังมีตำรับยาต่างๆที่ใช้จันทน์เทศเป็นส่วนประกอบอีกเช่น ตำรับเภสัชกรรมล้านนา: ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยามะเร็งครุด และยาเจ็บหัว ยาพื้นบ้านของชาวตะวันตกและตะวันออก: ใช้เป็นยาขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร แก้คลื่นไส้ บำบัดโรคมะเร็ง ชาวอินเดียใช้น้ำมันจันทน์หอมใช้ทำยาแก้ปวดหัว แก้อาการผิดปกติในทางเดินอาหาร ชาวอาหรับใช้เป็นยาขับลม แก้อาการปวดที่ไตและกระเพาะอาหาร เป็นต้น

ลักษณะทั่วไปจันทน์เทศ

จันทน์เทศเป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ มีความสูงของต้นประมาณ 5-18 เมตร เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีเทาอมดำ เนื้อไม้สีนวลหอมเพราะมีน้ำมันหอมระเหยที่เนื้อไม้

สำหรับตันจันทน์เทศจะมีต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย โดยต้นตัวผู้จะให้ดอกเฉพาะตัวผู้และต้นตัวเมียจะให้ดอกเฉพาะตัวเมียเท่านั้น ใบดอกเป็นใบเดี่ยวโดยออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรีหรือรูปไข่กลมรี ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 4-5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร เนื้อใบแข็ง หลังใบเรียบเป็นมันและเป็นสีเขียวอมสีเหลืองอ่อน ส่วนท้องใบเรียบและเป็นสีเขียวอ่อน ส่วนก้านใบยาวประมาณ 6-12 มิลลิเมตร ดอกออกเป็นช่อ ช่อละประมาณ 2-3 ดอก หรือออกเป็นดอกเดี่ยว โดยจะออกตามซอกใบ ดอกเป็นสีเหลืองอ่อนอมขาว กลีบดอกเชื่อมติดกัน ดอกเป็นรูปคนโทคว่ำ ปลายกลีบแยกออกเป็น 4 แฉกแหลมช่อดอกยาวประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร ซึ่งดอกจะเป็นแบบแยกเพศกันอยู่คนละต้น

โดยดอกเพศผู้จะเกิดเป็นกลุ่ม ๆ ส่วนดอกเพศเมียจะเกิดเป็นดอกเดี่ยว และดอกเพศเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ โดยต้นตัวเมียเท่านั้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ส่วนต้นเพศผู้จะปลูกไว้เพื่อผสมเกสรกับต้นตัวเมียเท่านั้น ผลเป็นผลสด ค่อนข้างฉ่ำน้ำ ลักษณะของผลเป็นรูปทรงค่อนข้างกลม รูปร่างคล้ายกับลูกสาลี่ ยาวประมาณ 3.5-5 เซนติเมตร และมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6-7 เซนติเมตร เปลือกผลเรียบเป็นสีเหลืองนวล สีเหลืองอ่อน เหลืองออกส้ม หรือสีแดงอ่อน ส่วนเนื้อมีสีครีมมีรสเปรี้ยวฝาดเมื่อผลแก่แตกอ้าออกเป็น 2 ซีก เมล็ดลักษณะกลม ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 เซนติเมตร เมล็ดเป็นสีน้ำตาล เนื้อและเปลือกแข็ง มีจำนวน 1 เมล็ดต่อผล ส่วนด้านนอกเมล็ดมีรกสีแดงเป็นริ้วคลุมทั่ว

สล็อตออนไลน์

สำหรับส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์ คือ ส่วนเยื่อหุ้มเมล็ด ที่เรียกว่า ดอกจันทน์ (Mace) ลักษณะเป็นริ้วสีแดงจัด ดูเหมือนร่างแห เป็นแผ่นบางมีหลายแฉกหุ้มเมล็ด โดยจะรัดติดแน่นอยู่กับเมล็ด เมื่อนำมาแกะแยกออกจากเมล็ด รกที่แยกออกมาใหม่ๆจะมีสีแดงสด เมื่อทำให้แห้งสีของรกจะเปลี่ยนจากสีแดงสดเป็นสีเหลืองอ่อนหรือสีเนื้อ และเปราะ ผิวเรียบ ขนาดความยาว 3-5 เซนติเมตร ความกว้าง 1-3 เซนติเมตร ความหนา 0.5-1 เซนติเมตร มีกลิ่นหอม รสขม ฝาด เผ็ดร้อน และเมล็ดของจันทน์เทศที่เรียกกันว่า ลูกจันทน์ (Nut meg) คือ เมล็ดที่เอาเปลือกเมล็ดออก (โดยเปลือกเมล็ดจะแข็งแต่เปราะ) ภายในคือส่วนของเนื้อในเมล็ด เมื่อผ่าดูจะเห็นเนื้อเป็นรอยย่นตามยาวของเมล็ด เมล็ดเมื่อทำแห้ง จะมีกลิ่นแรง หอมเฉพาะ รสขม ฝาด เปรี้ยว เผ็ดร้อน

การขยายพันธุ์จันทน์เทศ

จันทน์เทศสามารถขยายพันธุ์ได้ โดยมีวิธีการ คือ นำเมล็ดจันทน์เทศมาเพาะในถุงเพาะชำแล้วรดน้ำให้ชุ่มทุกวันประมาณ 3-4 เดือน เมล็ดจะงอกเป็นต้นสูงประมาณ 1 ฟุต จึงย้ายลงปลูกในหลุม สำหรับการปลูกและการเตรียมดินก็เหมือนกับการเตรียมดินและการปลูกไม้ผลทั่ว ๆ ไป โดยขุดหลุมลึกประมาณ 50×50 ซม. ลึก 30 ซม. ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองพื้นก้นหลุม แต่ถ้าดินเป็นดินที่มีอินทรียวัตถุสูงก็ไม่จำเป็นต้องใส่ก็ได้
สำหรับการปลูกจะใช้ต้นกล้าอายุประมาณ 1 เดือน ลงปลูกในหลุมปลูก ระยะระหว่างต้นและระหว่างแถวประมาณ 6-7.5 เมตร x 6-7.5 เมตร การปลูกปกติจะปลูกต้นตัวผู้และต้นตัวเมียในอัตราส่วน 1 ต่อ 10 เพราะต้นตัวผู้จะปลูกไว้เพื่อผสมเกสรเท่านั้น โดยมีอัตราการปลูก 25-36 ต้น/ไร่

ในระยะแรกของการปลูก ต้นจันทน์เทศต้องการร่มเงา เพื่อการเจริญเติบโตมาก จึงควรปลูกพืชอื่นแซมให้ร่มเงาหรือทำที่บังแดดให้ในระยะแรกด้วย ส่วนการให้น้ำ ควรมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอทุกวันและหมั่นกำจัดวัชพืช บริเวณโคนต้น และไม่ควรกวาดใบไม้แห้งหรือขยะมาสุมบริเวณโคนต้น เพราะอาจทำให้ต้นจันทน์เทศตายได้

ทั้งนี้ ต้นจันทน์เทศสามารถขึ้นได้ในสภาพของดินเกือบทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสมควรเป็นดินร่วนปนทราย ที่มีอินทรีย์วัตถุสูง และต้นจันทน์เทศสามารถเจริญได้ดีในเขตภูมิอากาศร้อนชื้น รวมถึงต้องการปริมาณน้ำฝนปีละ 2,000-2,500 มิลลิเมตร สามารถขึ้นได้ในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึงความสูงประมาณ 900 เมตร

jumboslot

ส่วนในเมล็ด มีน้ำมันหอมระเหย : 5-15% ประกอบด้วย d-camphene 60-80%, myristicin 4-8%, elemicin 2%, alpha และ beta-pinenes 35%, safrole (1-2.1%) น้ำมันระเหยยาก : 20-40% ประกอบด้วย myristic acid 60% สารกลุ่ม lignans และ neolignans และอีกตำรายาหนึ่งยังระบุว่าในลูกจันทน์ และดอกจันทน์และดอกจันทน์พบสาร geraniol , boneol , terpineol , palmitic acid และ Stearic acid อีกด้วย

รูปแบบและขนาดวิธีใช้จันทน์เทศ

ขับลมใช้ดอกจันทน์ (รก) 4 อัน บดเป็นผงละเอียด ชงน้ำดื่มครั้งเดียว รับประทานวันละ 2 ครั้ง 2-3 วัน ติดต่อกัน แก้อาการท้องอืด เฟ้อ ขับลม หรือใช้เมล็ด(ลูกจันทน์) 1-2 เมล็ด บดเป็นผงละเอียด ชงน้ำดื่มครั้งเดียว รับประทานวันละ 2 ครั้ง 2-3 วัน ติดต่อกัน แก้อาการท้องอืด เฟ้อ ขับลม

แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน ที่เกิดจากธาตุไม่ปกติ ใช้ดอกจันทน์ (รก) 3-5 อัน ต้มกับน้ำพอประมาณ เคี่ยวให้เหลือ 1 ใน 3 เอาน้ำดื่ม หรือใช้ลูกจันทน์ 1-2 เมล็ด ทุบเอาเปลือกออก ย่างไฟพอเหลือง ต้มกับน้ำพอประมาณ เคี่ยวให้เหลือ 1 ใน 3 เอาน้ำดื่ม

แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ โดยใช้ดอกจันทน์ นำมาบดให้เป็นผงละเอียด ใช้ชงกับน้ำดื่มครั้งเดียว วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันประมาณ 2-3 วัน

และในตำรับยาจีนใช้ แก้อาการท้องมาน บวมน้ำ แก้ธาตุพิการ โดยให้ใช้จันทน์เทศที่เป็นยาแห้ง 10 กรัม, เนื้อหมากแห้ง 10 กรัม, ดอกคังวู้ 15 กรัม นำมาบดเป็นผง แล้วทำเป็นยาลูกกลอนขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว ใช้รับประทานครั้งละ 10-20 เม็ด วันละ 3 ครั้ง

ช่วยรักษาม้ามหรือไตพิการ ด้วยการใช้ลูกจันทน์หรือดอกจันทน์ 3-10 กรัม ขิงสด 8 กรัม, พุทราจีน 8 ผล, โป๋วกุ๊กจี 10 กรัม, อู่เว้ยจื่อ 10 กรัม, อู๋จูหวี 10 กรัม โดยนำทั้งหมดมารวมกันแล้วต้มกับน้ำเป็นยารับประทาน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

[NPC5]
ฤทธิ์ต้านการอักเสบ การทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบของสารสกัดรกจันทน์เทศที่สกัดด้วยเมทานอล, อีเทอร์ และเฮกเซน เปรียบเทียบกับยามาตรฐาน indomethacin ทำการทดลองด้วยการเหนี่ยวนำให้เกิดการบวมที่อุ้งเท้าหนูแรทด้วยคาราจีแนน และการเหนี่ยวนำให้เกิดการซึมผ่านของสารที่หลอดเลือด (vascular permeability)ด้วยกรดอะซีติกในหนูเมาส์ ผลการทดลองพบว่าสารสกัดรกจันทน์เทศ ได้แก่ สารสกัดเมทานอล (1.5 g/kg), สารสกัดอีเทอร์ (0.9 g/kg), สารสกัดเฮกเซน (0.5g/kg), ส่วนสกัดย่อย Fr-II (0.19 g/kg) และ ส่วนสกัดย่อย Fr-VI (0.17 g/kg) ออกฤทธิ์ต้านการอักเสบได้เทียบเท่ากับยามาตรฐาน indomethacin (10 mg/kg) และเมื่อนำสารสกัดไปแยกด้วยวิธี silica gel column chromatography และ วิธี thin layer chromatography พบสารสำคัญที่เป็นองค์ประกอบหลัก คือ myristicin ดังนั้นจึงสามารถอนุมานได้ว่า สารที่มีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบของจันทน์เทศคือ myristicin

ศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบในหลอดทดลอง ของสารกลุ่มฟีนอลิคที่แยกได้จากเมล็ดจันทน์เทศ ทำการทดสอบฤทธิ์ต่อการยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์ (NO) ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นในขบวนการอักเสบ ที่ถูกกระตุ้นโดยไลโปโพลีแซคค์คาไรด์ (LPS) ในเซลล์ของแมคโครฟาจ RAW264.7 ของหนู ผลการศึกษาพบว่าสาร 1-(2,6-dihydroxyphenyl)-9-(3,4-dihydroxyphenyl)-1-nonanone (malabaricone C) ที่แยกได้จากจันทน์เทศ ออกฤทธิ์แรงในการยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์ (NO)โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 2.3±0.4 µM นอกจากนี้สารบริสุทธิ์ 3 ชนิดได้แก่ สารชนิดที่ 1 คือ (+)-erythro-(7S,8R)-∆8′-7-acetoxy-3,4,3′,5′-tetramethoxy-8-O-4′-neolignan สารชนิดที่ 2 คือ erythro-(7S,8R)-7-(4-hydroxy-3-methoxypheny1)-8-[2′-methoxy-4′-(E)-propenyl) phenoxy] propan-7-ol และสารชนิดที่ 3คือ ((8R,8’S)-7-(4-hydroxy-3-methoxyphenyl)-8′-methylbutan-8-yl)-3′-methoxybenzene-4′,5′-diol ออกฤทธิ์ในระดับปานกลาง ในการยับยั้งการสร้าง NO โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 24.5±2.5, 25.0±3.1 และ 32.5±2.2 µM ตามลำดับ (สารมาตรฐาน celastrol มีค่า IC50 เท่ากับ 1.0±0.1 µM ) จากการศึกษานี้จึงสรุปได้ว่า สารบริสุทธิ์ที่แยกได้จากจันทน์เทศ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ

การทดสอบสารในกลุ่ม neolignans ชนิด dihydrobenzofuran จำนวน 6 ชนิด ได้แก่ licarin B, 3҆-methoxylicarin B, myrisfrageal A, isodihydrocainatidin, dehydrodiisoeugenol และ myrisfrageal B ซึ่งแยกได้จากเมล็ดแห้งสุกของจันทน์เทศ ผลการทดสอบพบว่าสารบริสุทธิ์ทั้ง 6 ชนิด มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์ (NO) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งหลั่งจาก macrophage ของหนูที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide (LPS) โดยมีค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งได้ครึ่งหนึ่ง หรือ IC50 เท่ากับ 53.6, 48.7, 76.0, 36.0, 33.6 และ 45.0 ไมโครโมล ตามลำดับ โดยเปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน indomethacin และ L-N6-(1-iminoethyl)-lysine ซึ่งมีค่า IC50 เท่ากับ 65.3 และ 27.1 ไมโครโมล ตามลำดับ นอกจากนี้สาร 3, 5 และ 6 สามารถยั้บยั้งการทำงานของ nitric oxide synthase (iNOS) ในเซลล์แมคโครฟาจ RAW 264.7 ของหนูที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide (LPS) ได้ ซึ่งจะยับยั้งการสร้าง nitric oxide ในปริมาณที่มากเกินไป ด้วยวิธีการยับยั้งการแสดงออกของ iNOS mRNA จากการศึกษา จึงสรุปได้ว่า สารประกอบ (1)-(6) มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ

สาร neolignans ชนิด 8-O-4҆ จำนวน 5 ชนิด คือ myrifralignan A–E (1–5) และอนุพันธ์อีก 5 ชนิด (6-10) แยกได้จากเมล็ดของจันทน์เทศ โดยสาร 3-10 แสดงฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง nitric oxide (NO) ในเซลล์แมคโครฟาจ RAW264.7 ของหนู ซึ่งถูกกระตุ้นโดย lipopolysaccaride โดยมีค่าความเข้มข้นในการยับยั้งได้ครึ่งหนึ่ง หรือ IC50 เท่ากับ 47.2 ± 1.1, 49.0 ± 1.0, 32.8 ± 2.7, 48.3 ± 1.4, 21.2 ± 0.8, 48.0 ± 1.2, 49.8 ± 1.9 และ 18.5 ± 0.5 µM ตามลำดับ เมื่อเทียบกับสารมาตรฐาน L-N6-(1-iminoethyl)-lysine เท่ากับ 27.1 ± 2.2 µM และ indomethacin เท่ากับ 65.3 ± 6.7 µM สาร myrislignan และ machilin D มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง nitric oxide (NO) สูงที่สุดโดยมีค่า IC50 เท่ากับ 21.2 และ 18.5 µM ตามลำดับ ซึ่งสารทั้งสองมีฤทธิ์ยับยั้งที่สูงกว่าสารมาตรฐาน L-N6-(1-iminoethyl)-lysine ซึ่งเป็น selective inhibitor ของ nitric oxide synthase (IC50 = 27.1 ไมโครโมล) นอกจากนี้ สาร neolignans ยังสามารถยับยั้งการแสดงออกของ nitric oxide synthase ใน mRNA อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นสาร neolignans ชนิด 8-O-4҆ มีแนวโน้มเป็นสารยับยั้งการอักเสบได้

ฤทธิ์ต้านเชื้อที่ทำให้กระเพาะอาหารอักเสบ การศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อ Helicobacter pylori จำนวน 39สายพันธุ์ โดยใช้สารสกัดเมล็ดจันทน์เทศด้วยตัวทำละลาย dichloromethane และ methanol ในขนาด 500 mg/kg และ 250 mg/kg ทำการทดสอบในหนูแรท ที่เหนี่ยวนำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบด้วยเชื้อ H. pylori ผลการทดลองพบว่าค่าความเข้มข้นต่ำที่สุดของ สารสกัดเมทานอล ที่สามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อได้ (minimum inhibitory concentration (MIC) เท่ากับ 6.25 mg/ml การให้สารสกัดเมทานอล ขนาด 500 mg/kg เปรียบเทียบกับยามาตรฐาน ofloxacin 400 mg แล้วบันทึกค่าคะแนนความหนาแน่นของแบคทีเรีย H. pylori ที่ผนังกระเพาะอาหาร พบว่าจากปริมาณเชื้อเริ่มต้น 5.0 ± 7.07 x 108 เมื่อให้สารสกัดจันทน์เทศ และยา ofloxacin ปริมาณเชื้อลดลงเหลือ 1.6 ± 1.4 x 104 และ 3.45 ± 1.4 x 104 CFU/mL (mean ± SD, p < 0.05) ตามลำดับ

ฤทธิ์ระงับปวด ศึกษาฤทธิ์ระงับปวดของสารสกัด alkaloid จากเนื้อในเมล็ดจันทน์เทศในหนูถีบจักรเพศผู้และเพศเมีย โดยวิธีwrithing test โดยการฉีด 0.6% acetic acid เข้าไปในช่องท้องของหนูเพื่อกระตุ้นการปวด และสังเกตพฤติกรรมการยกเท้าขึ้นเลียของหนู จากการศึกษาพบว่า สารสกัด alkaloids ในเมล็ดจันทน์เทศ ขนาด 1 g/kg มีฤทธิ์ระงับปวด ได้อย่างมีนัยสำคัญในหนูเพศเมีย แต่ไม่มีฤทธิ์ระงับปวดในหนูเพศผู้ ขณะที่สารสกัด alkaloid ในเมล็ดจันทน์เทศขนาด0.5 g/kg ไม่มีฤทธิ์ระงับปวดในหนูทั้งสองเพศ ค่าความเข้มข้นที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง หรือ LD50 เท่ากับ 5.1 g/kg จากการสังเกตพฤติกรรมพบว่าเมื่อให้สารสกัดขนาด 4 g/kg หรือสูงกว่า จะทำให้หนูมีกิจกรรมลดลง การเดินไม่มั่นคง เกิดขึ้นหลายชั่วโมงหลังได้รับสารสกัด โดยสรุปสารสกัดอัลคาลอยด์จากเมล็ดในจันทน์เทศมีฤทธิ์ลดปวดได้ โดยมีความเป็นพิษเล็กน้อย