โรคต่างๆ

ข้อดีและข้อเสียของสบู่

สบู่นั้นเป็นหนึ่งในของใช้ประจำวันที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญในการทำความสะอาดชำระล้างร่างกายให้ปราศจากเชื้อโรค แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป คือผลกระทบจากสบู่ที่มีต่อผิว สบู่ ส่งผลอย่างไรต่อผิวของเรา และเราจะเลือกสบู่ให้เหมาะสมกับผิวของเราได้อย่างไร หาคำตอบได้จากบทความนี้

เครดิตฟรี

สบู่ ทำงานอย่างไร
เรามีการใช้สบู่กันมาตั้งแต่สมัยยุคโบราณ โดยเริ่มจากการนำไขมันจากสัตว์ มาผสมเข้ากับขี้เถ้า และเกิดเป็นสารที่สามารถช่วยชำระล้างคราบและสิ่งสกปรกได้ ในปัจจุบันนี้สบู่จะได้จากการใช้ไขมันพืช มาทำให้เกิดปฏิกิริยากับน้ำมัน และสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ทำให้ได้สารที่สามารถละลายน้ำได้และเกิดฟอง กลายเป็นสบู่ที่เรารู้จักกันอยู่ในทุกวันนี้

หน้าที่หลักของสบู่ก็คือการกำจัดสิ่งสกปรก เช่น เหงื่อฝุ่น และไขมันที่เกาะอยู่บนผิวหนังให้ออกไป โดยการใช้สารลดแรงตึงผิว (surfactant) ที่สามารถละลายไขมันได้ สิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่เกาะติดอยู่บนผิวหนังนั้น จะเกาะติดอยู่กับไขมันบนผิว สบู่จะทำหน้าที่ละลายไขมันนั้น ทำให้ไขมันรวมไปจนถึงสิ่งสกปรกนั้นไม่สามารถเกาะอยู่บนชั้นผิวหนังได้ และทำให้สามารถล้างออกได้ง่ายด้วยน้ำสะอาด

สารลดแรงตึงผิวนี้นอกจากจะสามารถพบได้ในสบู่ แล้ว ยังสามารถพบได้ในน้ำยาทำความสะอาด เครื่องสำอาง หรือครีมบำรุงผิวอื่น ๆ เช่น ยาสระผม โลชั่น หรือน้ำหอม เป็นต้น

สบู่ ส่งผลอย่างไรกับผิว
แม้ว่าการใช้สบู่ทำความสะอาดร่างกาย จะช่วยให้เรารู้สึกสะอาดและสดชื่น แต่อย่างไรก็ตาม สารลดแรงตึงผิวที่พบได้ในสบู่บางชนิด อาจส่งผลกระทบต่อผิวของเราได้เช่นกัน

สารลดแรงตึงผิวในสบู่นั้นจะช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกที่ตายแล้วออกไป แต่สารลดแรงตึงผิวนั้นก็อาจผูกเข้ากับเซลล์โปรตีนของผิวชั้นนอก และทำให้เซลล์เหล่านี้มีน้ำมากเกินไปและเกิดอาการบวม ทำให้ส่วนประกอบอื่น ๆ ในน้ำยาทำความสะอาด สามารถแทรกซึมเข้าไปในผิวชั้นที่ลึกลง ทำให้เกิดปฏิกิริยากับระบบประสาทและระบบภูมิคุ้มกัน จนนำไปสู่การเกิดอาการคันและระคายเคือง

สล็อต

นอกจากนี้ สารลดแรงตึงผิวยังอาจทำลายเกราะป้องกันตามธรรมชาติของผิว และทำลายปัจจัยที่ทำให้เกิดความชุ่มชื้นของผิวตามธรรมชาติ ส่งผลให้น้ำภายในผิวระเหยออกไปได้มากกว่าเดิม และทำให้ผิวแห้ง และหยาบกระด้างในที่สุด

เทคนิคการเลือกสบู่ให้เหมาะสมกับสภาพผิว
ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความเสียหายต่อผิวที่เกิดขึ้นจากสบู่ให้ได้มากที่สุด ก็คือการเลือกสบู่ให้เหมาะสมกับสภาพผิว โดยมีหลักในการเลือกดังต่อไปนี้

ผิวมัน
ผิวมันนั้นหมายถึงผิวที่มีน้ำมันตามธรรมชาติอยู่มาก เนื่องจากต่อไขมันผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป ผู้ที่มีผิวมันนั้นมักจะมีโอกาสเกิดสิวได้มาก เนื่องจากไขมันอุดตันในรูขุมขนจนเกิดการอักเสบ ผู้ที่มีผิวมันควรหลีกเลี่ยงการใช้สบู่แรง ๆ เพราะอาจเพิ่มโอกาสในการอักเสบและระคายเคืองได้ ควรเลือกสบู่ที่มีส่วนผสมของเกลือสมุทธ เพราะสามารถช่วยกำจัดน้ำมันส่วนเกินบนผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเน้นทำความสะอาดในจุดที่มีความมันสะสม

ผิวแห้ง
ผู้ที่มีผิวแห้ง ควรหลีกเลี่ยงสบู่ที่มีส่วนผสมของโซเดียมลอเรทซัลเฟต (Sodium laureth sulfate: SLS) น้ำหอม และแอลกอฮอล์ สารโซเดียมลอเรทซัลเฟตนั้นเป็นสารลดแรงตึงผิว ที่นิยมใช้ในสบู่ทั่วไป แต่สารนี้จะทำให้ผิวที่แห้งอยู่แล้ว ยิ่งแห้งหนักยิ่งกว่าเดิม ส่วนน้ำหอมและแอลกอฮอล์นั้น นอกจากจะทำให้ผิวแห้งแล้ว ยังเพิ่มโอกาสในการระคายเคืองได้อีกด้วย

สล็อตออนไลน์

สบู่สำหรับผู้ที่มีผิวแห้งนั้นควรมีสารที่ให้คุณสมบัติเพิ่มความชุ่นชื้น และสามารถดึงน้ำที่อยู่ในอากาศเข้ามากักเก็บในผิวได้ เช่น สบู่ที่มีส่วนผสมของกลีเซอรีน (Glycerin) น้ำมันมะพร้าว หรือว่านหางจระเข้ เป็นต้น

ผิวแพ้ง่าย
ผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ควรระมัดระวังในการเลือกส่วนผสมที่มีอยู่ในสบู่ ควรเลือกสบู่สูตรที่อ่อนโยนต่อผิว มีค่า pH ที่สมดุล และหลีกเลี่ยงสบู่ที่มีส่วนผสมของน้ำหอม แอลกอฮอล์ และน้ำมันหอมระเหย เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้

ผิวผสม
ผู้ที่มีผิวผสมนั้นหมายถึง มีทั้งผิวแห้งและผิวมัน การเลือกสบู่สำหรับผิวผสมนั้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้สบู่สำหรับสภาพผิวแห้ง หรือสภาพผิวมัน อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ควรเลือกสบู่ที่มีความเป็นกลาง ส่วนผสมในสบู่ที่ควรมองหาคือกลีเซอรีน เพราะสามารถช่วยรักษาความชุ่นชื้นของผิวได้ โดยไม่ทำให้ผิวเกิดความมัน

สบู่ผลิตจากไขมันพืชหรือไขมันสัตว์ นำมาทำปฏิกิริยากับโซเดียมและโพแทสเซียม มีการเติมแต่งสีสัน ใส่นํ้าหอม ใส่ยาฆ่าเชื้อ ให้สบู่อยู่ในรูปแบบสามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น อาทิ สบู่เหลว โฟม หรือ เจล และแม้ว่าขั้นตอนการผลิตมีความแตกต่างกัน แต่ในส่วนผสมนั้นก็เหมือนกัน จึงทำให้สบู่ตามท้องตลาดมีค่าความสมดุลเป็นด่าง จากโซเดียมและโพแทสเซียม (ค่า pH 9.5 – 10.8 โดยประมาณ) ซึ่งสวนทางกับค่าความสมดุลของผิวที่ควรจะมีสภาพเป็นกรดอ่อน ๆ ในระดับ pH 5.5 เท่านั้น ดังนั้นการใช้สบู่จึงไม่ต่างจากการทำร้ายเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติให้อ่อนแอลงเรื่อย ๆ

jumboslot

ฟิล์มคุ้มครองผิวถูกชำระล้างไปพร้อมกับสิ่งสกปรก ลองสังเกตดู แล้วคุณจะพบว่าหลังอาบนํ้าผิวของคุณจะแห้ง หนืด ไม่ชุ่มชื้น เกิดขึ้นจากค่าความเป็นด่างภายในสารสบู่ที่นอกจากจะไม่ได้สร้างฟิล์มคุ้มครองผิวแล้ว ยังทำให้ฟิล์มคุ้มครองผิวเดิมถูกชำระล้างให้ลดน้อยลงไปอีก เชื้อจุลชีพประจำถิ่นถูกทำลาย ถึงแม้ว่าสารสบู่จะปรับสภาพผิวให้อยู่ในสภาวะความเป็นด่างชั่วคราวเพียง 30 นาทีหลังจากใช้ แต่มันก็เพียงพอที่จะทำลายการอยู่อาศัยของเชื้อจุลชีพประจำถิ่นที่เคยอยู่กันอย่างสมดุลในสภาวะความเป็นกรด ซึ่งจุลชีพเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่มีแนวโน้มว่าจะก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวในอนาคต
สารให้ความชุ่มชื้นต่อผิวหนังตามธรรมชาติอ่อนแอ ถึงแม้ว่าร่างกายจะมีการผลิตสารให้ความชุ่มชื้นต่อผิวหนังตามธรรมชาติก็ตาม แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการดูแลผิว การใช้สารสบู่จึงกลายเป็นการซํ้าเติมผิวให้หยาบกร้าน ขาดความชุ่มชื้นมากขึ้นกว่าเดิม

ส่วนผสมเพิ่มเติมที่ยิ่งทำให้แพ้ เมื่อเกราะป้องกันผิวอ่อนแอลงจากความเป็นด่างของสบู่ รวมไปถึงสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลภาวะทำลายผิว เซลล์ผิวที่เรียงตัวกันอย่างหนาแน่นจะค่อย ๆ ถูกทำลายให้บางลงจนอ่อนแอและกลายเป็นผิวที่แพ้ง่าย แห้ง เหี่ยว ไวต่อการระคายเคือง ไม่สดใส กว่าจะฟื้นฟูให้กลับมาเป็นแบบเดิมก็ยาก ใช้เวลานานกว่า

slot

อยากทำความสะอาดผิวโดยไม่ใช้สบู่?
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ชำระล้างที่เป็น Soap Free หรือไร้สารสบู่จำหน่ายมากขึ้น และไม่ว่าจะมีผิวแบบไหน ก็ควรจะใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ไม่มีส่วนผสมของสารสบู่เพื่อลดการสะสมของสารเคมีในผิวและเพื่อป้องกันไม่ให้เกราะป้องกันของผิวถูกทำลายไปมากกว่านี้แต่แค่การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อาบนํ้าที่ไม่มีสารสบู่ อาจจะไม่เพียงพอหากคุณต้องการการปกป้องและบำรุงผิวไปพร้อม ๆ กัน การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เป็น Soap Free และมีค่า pH 5.5 ความสมดุลในการดูแลผิวที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการทำความสะอาดด้วย Sebamed Liquid Face & Body Wash ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวชนิดเหลว ไม่มีส่วนผสมของสารสบู่ กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ เพิ่มความชุ่มชื้น เนียนเรียบ เติมความแข็งแรงให้กับเกราะป้องกันผิวด้วยค่าสมดุล pH 5.5