โรคต่างๆ

ทำความรู้จักกับเรตินอยด์ในครีมบำรุง

เรตินอยด์ ถือว่าเป็นฮีโร่ของการแก้ไขปัญหาผิวพรรณ โดยเฉพาะ ปัญหาสิว ทั้งยังมีคุณสมบัติชะลอริ้วรอย จึงมักถูกนำมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในหลากหลายผลิตภัณฑ์บำรุงผิว วันนี้จะมาแนะนำว่า เรตินอยด์ในครีมบำรุงผิว นั้น มีคุณสมบัติในการช่วยแก้ปัญหาผิวและช่วยฟื้นฟูบำรุงผิวพรรณตามคำร่ำลืออย่างไรบ้าง

เครดิตฟรี

เรตินอยด์ คืออะไร และทำหน้าที่อะไร
เรตินอยด์ (Retinoid) เป็นสารประกอบอนุพันธ์ของวิตามินเอ ที่สามารถพบได้ทั้งตามธรรมชาติ พบในอาหาร และมาจากการสังเคราะห์ขึ้นเพื่อนำใช้ในการรักษาโรคหลายชนิด โดยส่วนใหญ่ เรตินอยด์จะออกฤทธิ์ทางชีวภาพโดยการดูดซึมผ่านเยื่อหุ้มเซลล์แล้วไปจับกับตัวรับ RAR และ RXR ภายในนิวเคลียสของเซลล์ จากนั้นจะกลายเป็นสารประกอบซึ่งมีหน้าที่หลายอย่างในการควบคุมการทำงานของเซลล์ เช่น ปรับเปลี่ยนการแสดงออกของยีนบางตัว หรือควบคุมการหลั่งไซโตไคน์ (Cytokines) บางชนิด

หน้าที่หลักของเรตินอยด์ในผิวหนัง คือ การควบคุมการแบ่งตัวและการเจริญเติบโตของผิวหนัง (epidermal differentiation) ตั้งแต่ผิวหนังชั้นล่างสุดไปจนถึงชั้นหนังกำพร้า รวมถึงควบคุมการผลัดเซลล์ผิวหนังกำพร้าทั้งในภาวะปกติและเมื่อมีการบาดเจ็บของผิวหนัง

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ เรตินอยด์แบบทา (topical retinoid) จึงถูกใช้อย่างกว้างขวางและเป็นยาหลักในการรักษาโรคผิวหนังหลายชนิด เช่น โรคสิว ฝ้า สะเก็ดเงิน และมะเร็งผิวหนังบางชนิด เป็นต้น

เรตินอยด์ในครีมบำรุงผิว มีชนิดใดบ้าง
Isotretinoin และ Tretinoin เป็นเรตินอยด์แบบทารุ่นแรก ซึ่งได้ถูกนำมาใช้ในการรักษาสิวเป็นเวลานานกว่า 50 ปี นอกจากนี้ยังช่วยชะลอภาวะผิวหนังเสื่อมจากเเสงแดด (photoaging) ช่วยให้ผิวดูสว่างใสขึ้น ลดรอยดำ และช่วยทำให้แผลที่เป็นอยู่หายหรือดีขึ้น ต่อมามีการพัฒนายา Adapalene ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของ กรดแนฟโตอิค ที่มีคุณสมบัติคล้ายเรติโนอิด แต่ออกฤทธิ์เร็วกว่า มีโครงสร้างที่เสถียรกว่า และมีผลข้างเคียงในการเกิดการระคายเคืองผิวหนังน้อยกว่า isotretinoin และ tretinoin แบบทา

สล็อต

ยาอะดาพาลีน (Adapalene) จึงเริ่มมีที่ใช้อย่างกว้างขวางในการรักษาสิวอักเสบและสิวอุดตัน ส่วนเรตินอยด์แบบทารุ่นถัดมา เช่น Alitretinoin และ Bexarotene นั้นเป็นยาหลักในการรักษามะเร็งผิวหนังชนิดคาโพซี (Kaposi’s sarcoma) และมะเร็งผิวหนังชนิด CTCL (cutaneous T-cell lymphoma) ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมี Tazarotene ซึ่งเป็นเรตินอยด์แบบทาที่ถูกพัฒนามาเพื่อใช้ในการรักษาโรคสะเก็ดเงิน เป็นต้น

ถึงแม้ว่าเรตินอยด์จะเป็นยาที่มีประโยชน์ ได้รับการยอมรับและนำมาใช้ในทางคลินิกอย่างกว้างขวาง แต่การใช้ยาเรตินอยด์แบบทาก็มีผลข้างคียงเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น การระคายเคือง การเกิดผื่นแดง ผิวลอกเป็นขุย และผิวไหม้ ซึ่งผลข้างคียงเหล่านี้มักจะค่อย ๆ ดีขึ้น เมื่อใช้ครีมบำรุงผิวเพื่อให้ความชุ่มชื้นควบคู่ไปด้วย นอกจากนี้ การใช้ยาเรตินอยด์แบบทาอาจส่งผลให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดโรคที่สัมพันธ์กับแสงแดดบางชนิด

กล่าวโดยสรุป เรตินอยด์เป็นยาที่มีผลทางชีวภาพหลากหลายและใช้ในการรักษาโรคผิวหนังมาอย่างยาวนาน ความรู้เกี่ยวกับผลข้างเคียงและข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการใช้ยาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการใช้อย่างปลอดภัย ควรมีการปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือเภสัชกร เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน

รอยสิว เป็นร่องรอยที่หลงเหลืออยู่หลังจากที่สิวหายไปแล้ว ซึ่งกวนใจสาวๆ อยู่ไม่น้อย เพราะรอยสิวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วกำจัดยากไม่ใช่เล่น ทาครีม ทายาก็ใช้เวลานานกว่าจะจางลง Hello คุณหมอ มีข้อมูลรอยสิวแบบต่างๆ มาให้สาวๆ อ่านกันค่ะ ว่ามีแบบใดบ้าง แล้วรอยสิวแบบนี้เกิดจากอะไรกันแน่ เพื่อที่สาวๆ จะได้ระมัดระวังกันให้มากขึ้น ไม่เผือทำพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดรอยสิวอีก

สล็อตออนไลน์

รอยสิว แบบหลุมลึก (Ice Pick Scars)
ลักษณะของรอยสิวรอยสิวแบบนี้จะมีลักษณะเป็นหลุมแคบๆ แต่มีความลึกลงไปถึงผิวชั้นกลาง ซึ่งดูขรุขระคล้ายโดนเจาะด้วยที่เจาะน้ำแข็งหรือเครื่องมืออะไรที่มีความแหลมคม รอยสิวแบบหลุมลึกนี้ดูเหมือนจะทำให้เกิดรูเล็กๆ ที่เจาะลึกเข้าไปในผิว ซึ่งบางครั้งก็ดูเหมือนเป็นรูขุมขนที่เปิดออก
สาเหตุที่ทำให้เกิดรอยสิวรอยสิวแบบนี้เกิดขึ้นหลังจากเกิดการติดเชื้อในสิวหัวช้าง หรือสิวอักเสบที่อยู่ลึกลงไปในผิว ซึ่งพยายามจะดันตัวขึ้นมาบนผิว ทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลาย ส่งผลให้เกิดรอยสิวเป็นเหมือนรูเข็มเล็กๆ

รอยสิว แบบหลุมตื้น (Rollling Scars)
ลักษณะของ รอยสิวรอยสิวแบบนี้ทำให้เกิดรอยบุ๋มตื้นๆ ที่ดูเหมือนคลื่นหรือเนินเตี้ยๆ อยู่ทั่วผิวหน้า รอยสิวแบบนี้จะมีความแตกต่างจากรอยสิวแบบหลุมกว้าง (Boxa Scars) เนื่องจากมีลักษณะเป็นหลุมที่แคบกว่า ซึ่งทำให้ผิวหน้าดูเป็นตะปุ่มตะป่ำไม่เรียบ
สาเหตุที่ทำให้เกิดรอยสิวรอยสิวแบบหลุมตื้นนี้เกิดขึ้นเมื่อมีเส้นใยของเนื้อเยื่อเกิดขึ้นระหว่างผิวกับเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง เส้นใยนี้จะดึงผิวชั้นหนังกำพร้าเข้าไปมัดรวมกับโครงสร้างของผิวที่อยู่ลึกลงไป ซึ่งแรงดึงนี้แหละที่ทำให้เกิดเป็นรอยบุ๋มตื้นๆ ขึ้นมาบนผิว

jumboslot

รอยสิวแบบรอยนูน (Hypertrophic และ Keloid Scars)
ลักษณะของรอยสิวรอยสิวแบบนี้เป็นรอยสิวที่ยกสูงขึ้นไปจากผิว เป็นรอยแผลเป็นเนื้อแน่นๆ ที่ก่อตัวขึ้นจากผิวหนังชั้นบนสุด รอยสิวแบบรอยนูนนี้เกิดจากสิวที่พบได้บ่อยตามลำตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ชาย แต่จริงๆ แล้วรอยสิวแบบนี้จะเกิดได้ทุกที่บนร่างกาย แผลเป็นคีลอยด์นี้ถือเป็นรอยแผลเป็นที่มีระดับความรุนแรงสูงสุด ซึ่งต่างจากแผลเป็นรอยนูนตามปกติตรงที่มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งแผลเป็นชนิดนี้สามารถขยายตัวได้กว้างกว่าขอบเขตที่เป็นแผลหลายเท่า และถึงแม้แผลจะหายแล้ว แผลเป็นแบบรอยนูนนั้นก็ยังขยายตัวต่อไปได้อีก และไม่ใช่ทุกคนที่จะมีรอยแผลเป็นแบบนี้
สาเหตุที่ทำให้เกิดรอยสิวรอยสิวแบบรอยนูนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพาะสูญเสียเนื้อเยื่อเหมือนสิวแบบหลุมลึกและสิวแบบหลุมตื้น แต่เกิดจากการที่ผิวหนังผลิตคอลลาเจนขึ้นมามากเกินไป ส่วนแผลเป็นแบบคีลอยด์นั้น เป็นอะไรที่ดูเหมือนผิวจะไม่รู้ว่าแผลหายแล้ว เลยทำให้ผลิตคอลลาเจนขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

รอยสิวแบบหลุมกว้าง (Boxar Scars)
ลักษณะของรอยสิวรอยสิวแบบนี้จะมีลักษณะคล้ายๆ รอยสิวแบบหลุมตื้น แต่หลุมสิวจะกว้างกว่ากันมาก ซึ่งดูไปดูมาก็ละม้ายคล้ายแผลเปิดที่เกิดจากโรคอีสุกอีใส ซึ่งมีความลึกพอสมควร
สาเหตุที่ทำให้เกิดรอยสิวรอยสิวแบบหลุมกว้างนี้ก็มีสาเหตุคล้ายรอยสิวแบบหลุมตื้นนั่นแหละ คือมีเส้นใยของเนื้อเยื่อเกิดขึ้นระหว่างผิวกับเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง เส้นใยนี้จะดึงผิวชั้นหนังกำพร้าเข้าไปมัดรวมกับโครงสร้างของผิวที่อยู่ลึกลงไป ซึ่งแรงดึงนี้แหละที่ทำให้เกิดเป็นรอยบุ๋มตื้นๆ ขึ้นมาบนผิว แต่ที่มีรอยบุ๋มกว้างกว่า ก็น่าจะเป็นเพราะรอยเล็บที่จิกเข้าไปในเนื้อจนทำให้เกิดรอยแผลเป็นขึ้นมา

slot

รอยดำหลังผิวอักเสบ (Post-Inflammatory Hyperpigmentation)
ลักษณะของรอยสิวสีผิวที่เปลี่ยนไปหลังสิวหายนั้นไม่ใช่สีของรอยแผลเป็นจริงๆ แต่เป็นสีของรอยดำหลังผิวอักเสบ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของคนที่มีปัญหาสิว รอยดำหลังผิวอักเสบนี้จะเกิดขึ้นบนพื้นที่เรียบๆ ไม่ได้ยกนูนหรือเป็นหลุมและมีระดับสีต่างๆ กัน คือมีตั้งแต่สีชมพู ม่วง น้ำตาล เรื่อยไปจนถึงดำ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน
สาเหตุที่ทำให้เกิดรอยสิวรอยดำหลังผิวอักเสบจะเกิดขึ้นเวลาที่แผล ผื่น ตุ่มสิว หรืออาการบาดเจ็บอื่นๆ ทำให้ผิวเกิดการอักเสบ เมื่อผิวหนังเยียวยาตัวเองจนหายดีแล้ว ก็จะผลิตเม็ดสีเมลานินออกมามากเกินไป (เม็ดสีเมลานินคือสสารที่ทำให้เกิดสีผิวขึ้นมา) ทำให้ผิวหนังในบริเวณนั้นมีสีคล้ำ

ถึงแม้จะรักษาและระมัดระวังเรื่องสิวเป็นอย่างดีแล้ว ก็ยังมีโอกาสที่จะทำให้เกิดรอยแผลจากสิวขึ้นมาได้อยู่ดี ฉะนั้นจึงนับเป็นเรื่องสำคัญมาก ที่เราจะต้องควบคุมปัญหาสิวให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะการรักษารอยสิวจะเป็นไปได้ยาก ถ้าคุณยังมีสิวขึ้นมาอยู่เลย

ก่อนอื่นเลยคือไปพบคุณหมอผิวหนัง ถ้าคุณมีปัญหาสิวที่ต้องได้รับการดูแลรักษา แพทย์ผิวหนังจะช่วยหาวิธีการรักษาดีๆ ที่เหมาะกับคุณ ซึ่งจะช่วยควบคุมปัญหาสิวให้คุณได้ ซึ่งเมื่อปัญหาสิวหมดไปแล้ว ก็ถึงเวลาต้องจัดการกับรอยสิว ซึ่งมีวิธีการรักษาหลากหลายรูปแบบเหมือนกัน ก็ต้องให้แพทย์ผิวหนังเป็นผู้วินิจฉัยว่า รอยสิวของคุณควรจะรักษาด้วยวิธีไหนดี