โรคต่างๆ

โปรดระวังโรคเซ็บเดิร์ม

โรคต่อมไขมันอักเสบ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “โรคเซ็บเดิร์ม” ถือเป็นโรคผิวหนังอักเสบชนิดหนึ่งที่มักพบบ่อยในคนไทย อันที่จริง คุณอาจเคยเป็นโรคนี้ แต่ไม่รู้ว่ามันคือโรคอะไรกันแน่ บทความนี้ช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ได้ดีขึ้น หรืออาจช่วยให้คุณรู้วิธีป้องกันและรักษาเมื่อคุณและคนรอบข้างเกิดเป็นโรคนี้ได้ด้วย

เครดิตฟรี

โรคต่อมไขมันอักเสบ หรือ โรคเซ็บเดิร์ม (Seborrheic dermatitis) คืออะไร
โรคเซ็บเดิร์มสามารถพบได้ทั่วไป โดยพื้นฐานแล้วถือเป็นภาวะอักเสบของผิวหนัง มีลักษณะคล้ายกับเวลาเกิดปฏิกิริยาแพ้อะไรบางอย่าง รวมทั้งมีลักษณะคล้ายโรคกลาก แม้มันจะไม่ได้ส่งผลต่อสุขภาพของร่างกาย เพราะเป็นเพียงปัญหาทางผิวหนัง แต่อาจจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายและอับอายได้ หากคุณป่วยเป็น โรคผิวหนัง ชนิดนี้ อาการที่เกิดขึ้นอาจทำให้คุณรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนสกปรกได้

โรคผิวหนัง ชนิดนี้ สามารถหายได้เอง แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว มักจะเป็นแบบเรื้อรัง อาการอาจเป็น ๆ หาย ๆ และอาจกำเริบขึ้นมาได้ในช่วงฤดูหนาวเมื่ออากาศแห้งและเย็น ถ้า โรคผิวหนัง นี้เกิดขึ้นในเด็ก เราจะเรียกว่า “ผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณศีรษะ (Cradle cap)” ซึ่งเกิดจากไขบนหนังศีรษะของเด็กทารกจับตัวหนาขึ้นและเกิดอาการผิวหนังลอกออกมา แต่อาการที่เกิดขึ้นนั้นจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวเด็กทารกแต่อย่างใด และในอีกหลายกรณี ผู้ป่วยอาจมีผื่นแดงขึ้นทั่วผิวหนังบนร่างกาย อย่างไรก็ตาม โรคผิวหนัง ชนิดนี้ สามารถหายขาดได้ภายในระยะเวลาระหว่าง 6 เดือนถึง 1 ปี

สาเหตุของการเกิด โรคเซ็บเดิร์ม
สาเหตุที่ทำให้เกิด โรคผิวหนัง ชนิดนี้ ยังคงเป็นปริศนา แต่ว่ากันว่าหลายปัจจัยดังต่อไปนี้ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการได้

สล็อต

ความเครียด
พันธุกรรม
เพศ ซึ่ง โรคผิวหนัง ชนิดนี้ มักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
สภาพผิวหนัง โรคผิวหนัง ชนิดนี้ พบได้ในผู้ที่มีผิวมันมากกว่าผิวประเภทอื่น
อากาศที่แห้งและเย็น
เชื้อราที่ชื่อว่า “Malassezia” ซึ่งอาศัยอยู่บนผิวหนัง
อายุ โรคผิวหนัง นี้พบได้ทั่วไปในเด็กทารกอายุ 3 เดือนหรือต่ำกว่า ส่วนในผู้ใหญ่นั้นพบได้ในอายุระหว่าง 30-60 ปี
การรักษาทางการแพทย์ หากผู้ป่วยกินยาที่ประกอบไปด้วยอินเตอร์เฟอรอน ลิเธียม หรือยาซอราเลน (psoralen) ก็มีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็น โรคผิวหนัง นี้ได้
ภาวะทางการแพทย์ เช่น มีเชื้อ HIV เป็นสิวโรคสะเก็ดเงินโรคโรซาเซีย (Rosacea) โรคพาร์กินสันโรคซึมเศร้า ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร หรืออยู่ในระหว่างฟื้นตัวหลังหัวใจวาย หรืออยู่ในระหว่างฟื้นตัวหลังป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง โรคลมชัก รวมถึงโรคพิษสุราเรื้อรัง
ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่มักมีอาการของโรคเซ็บเดิร์ม
แม้ โรคผิวหนัง ชนิดนี้จะมีอาการได้ในหลายส่วนของร่างกาย แต่ส่วนใหญ่มักพบได้บนผิวหนังส่วนที่มีความมัน ลื่น เช่น ใบหน้า โดยเฉพาะรอบ ๆ จมูก และหนังศีรษะ บริเวณหลังใบหู และในใบหู หลายคนก็เกิดอาการขึ้นกลางหน้าอก ก้น ใต้ราวนม รวมถึงบริเวณข้อพับแขนและข้อพับขา ซึ่งอาการที่สามารถสังเกตได้ ประกอบด้วย

สล็อตออนไลน์

เกิดรังแคที่เส้นผมหรือขนคิ้ว
มีไขเกาะบนผิวหนังเป็นสีขาวหรือสีเหลือง
เป็นผื่นแดง
เกิดอาการคัน
เกิดอาการแสบร้อนหรือชา
โรคเซ็บเดิร์มสามารถรักษาได้
ถ้าอาการของ โรคผิวหนัง อักเสบเซ็บเดิร์มไม่หายไปเอง การไปหาคุณหมอเพื่อทำการรักษาก็จะช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมอาการได้ดีขึ้น แพทย์ผิวหนังอาจแนะนำให้ผู้ป่วยลองเยียวยาตนเองก่อนที่จะสั่งจ่ายยา ซึ่งการรักษา โรคผิวหนัง ชนิดนี้ ด้วยตัวเองสามารถทำได้โดยการใช้แชมพู ครีมและโลชั่นที่เกี่ยวข้องกับการรักษา นอกจากนั้น ผู้ป่วยสามารถซื้อยาโดยตรงกับเภสัชกรได้ตามร้านขายยาทั่วไป โดยมองหาฉลากที่ระบุว่า สามารถรักษาโรคเซ็บเดิร์ม รวมถึงมองหาส่วนประกอบในตัวยา เช่น Salicylic Acid, Resorcin Coal Tar, Ketoconazole, Zinc Pyrithione หรือ Selenium Sulfide ส่วนในเด็กอ่อนนั้น ไม่ควรใช้แชมพูขจัดรังแค เนื่องจากอาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนังได้

jumboslot

สำหรับการดูแลรักษาร่างกาย ผู้ป่วยควรทำความสะอาดผิวบริเวณที่เกิดอาการและซับให้แห้ง ควรทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำอุ่นและสบู่อ่อนทุกวัน ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกดีขึ้นในฤดูร้อน เพราะแสงแดดจะช่วยฆ่าเชื้อราที่ก่อให้เกิด โรคผิวหนัง ชนิดนี้ได้ ส่วนการรักษาชนิดอื่น ๆ ได้แก่ การใช้แชมพูต้านเชื้อราและการกินยา เช่น ยาที่ช่วยเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การใช้โลชั่นที่มีส่วนประกอบของคอร์ติโคสเตียรอยด์ หรือแม้กระทั่งเข้ารับการรักษาด้วยแสงเลเซอร์

ผู้ป่วยอาจได้รับการรักษาเพียงวิธีเดียว หรือหลายวิธีประกอบกัน หากการรักษาไม่ทำให้อาการดีขึ้น หรือผู้ป่วยยังรู้สึกเจ็บปวด มีผื่นแดง มีอาการบวม มีน้ำไหลซึม การไปพบคุณหมอถือว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุด โรคเซ็บเดิร์มจัดเป็นโรคผิวหนังทั่วไป หากคุณรู้สึกว่าำลังจะเป็นโรคเซ็บเดิร์มหรือไม่ ลองสังเกตตัวเองดูบริเวณหนังศีรษะ ซึ่งมักเกิดอาการขึ้นบ่อยที่สุด สำหรับบางคนโรคเซ็บเดิร์มสามารถหายเองได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นในแบบเรื้อรัง และการรักษาจะช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมอาการได้ง่ายมากขึ้น

บริเวณที่พบบ่อยของผื่นเซ็บเดิร์ม
คือบริเวณใบหน้า โดยจะขึ้นที่หัวคิ้ว ข้างจมูก หลังหู ซึ่งเป็นบริเวณที่พบได้บ่อยที่สุด ในคนที่มีอาการรุนแรงจะพบบริเวณหน้าอกหรือแผ่นหลังด้วย ขณะที่บางรายก็อาจเกิดที่บริเวณหนังศีรษะเพียงอย่างเดียว

กลุ่มเสี่ยงของการเกิดโรคนี้คือ
เด็กแรกเกิด – 2 เดือน ส่วนมากจะเกิดผื่นที่บริเวณศีรษะหรือใบหน้า
ช่วงที่กำลังจะเข้าสู่วัยรุ่น ลักษณะการเกิดคือเมื่อเริ่มมีการสร้างต่อมไขมันในไขมันขึ้นมาแล้วผื่นจะกำเริบขึ้น และปรากฎที่บริเวณใบหน้าและลำตัว
ผื่นเซ็บเดิร์มสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในหน้าร้อนและหน้าหนาว
โดยหน้าร้อนต่อมไขมันบริเวณผิวหน้าจะสร้างซีบุ่มหรือไขมันออกมามาก ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ผื่นเซ็บเดิร์มเกิดได้มากขึ้น ส่วนในหน้าหนาว เมื่ออากาศแห้งเกินไปก็จะกระตุ้นให้เกิดผื่นเซ็บเดิร์มได้เช่นกัน

slot

การเกิดผื่นเซ็บเดิร์ม
เป็นการอักเสบจากภายใน ไม่ใช่การแพ้สัมผัสจากภายนอก มักเกิดจากความผิดปกติในร่างกาย เช่น ภาวะเครียดทางจิตใจ ทำงานหนัก ใกล้สอบ อดนอน ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดผื่นเซ็บเดิร์ม หรือบางรายที่เป็นผื่นเซ็บเดิร์มในบริเวณที่กว้างมาก อาจเป็นผลมาจากโรคอื่นๆ เช่น HIV โรคพากินสัน หรือโรคระบบทางเดินประสาทบางชนิด ซึ่งต้องทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจ

อาการของเซ็บเดิร์มอาจมีลักษณะคล้ายกับโรคผิวหนังบางชนิด
เช่น สิว วิธีการสังเกตคือหากเป็นสิวอุดตัน จะมีลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ หัวปิดหัวเปิด ตุ่มดำ ตุ่มหนอง ตุ่มอักเสบ นอกจากนี้ก็ยังมีโรค SLE หรือโรคพุ่มพวง ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่สามารถแยกออกจากกันได้เนื่องจากโรค SLE จะมีลักษณะเป็นผื่นแดงที่ข้างแก้มเหมือนปีกผีเสื้อ และไม่ได้อยู่ชิดบริเวณข้างจมูกเหมือนกับผื่นเซ็บเดิร์ม

อีกหนึ่งโรคที่มีผื่นขึ้นเช่นกันก็คือโรคผื่นแพ้สัมผัส ซึ่งลักษณะของผื่นคล้ายกับเซ็บเดิร์มมาก แต่เมื่อมีการซักประวัติคนไข้จะสามารถแยกความแตกต่างระหว่างสองโรคได้ เพราะส่วนมากผู้ที่เป็นผื่นแพ้สัมผัสมักมีการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ดูแลผิวใหม่ภายใน 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เช่น ครีมยี่ห้อใหม่ โฟมล้างหน้ายี่ห้อใหม่ เป็นต้น ส่วนโรคผิวหนังอื่นๆ อาจต้องตรวจละเอียดด้วยวิธีทางการแพทย์

ในส่วนของการแทรกซ้อนปกติแล้วโรคเซ็บเดิร์มไม่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา แต่โรคนี้อาจเกิดจากโรคอื่นที่ผู้ป่วยเป็นอยู่แล้วได้ ในกรณีที่เป็นมากๆ จำเป็นต้องตรวจดูว่าผู้ป่วยมีโรคประจำตัวอะไรอยู่หรือไม่ เช่น โรค HIV โรคพากินสัน หรือโรคทางระบบประสาทบางชนิด หรือแม้แต่การใช้ยาบางอย่างก็กระตุ้นให้เกิดเซ็บเดิร์มได้