โรคต่างๆ

ลดรอยสิวรอยดำให้ผิวหน้าใส

ปัญหาสิวกวนใจก็ทำให้เครียดไม่ใช่เล่น ๆ หลังจากสิวยุบยังฝากรอยสิว รอยดำ ไว้ให้กวนใจสาว ๆ ต่ออีก กว่าจะลดรอยดำ ลดรอยสิว ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ กว่ารอยจะจางลงถือเป็นงานหินเลยทีเดียว แต่ก็อย่าเพิ่งถอดใจไปค่ะ เพราะมีวิธี ลดเลือนรอยสิว ทั้งแบบที่สามารถทำได้เอง และทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาฝากกันค่ะ

เครดิตฟรี

วิธีการ ลดรอยสิว
ลดเลือนรอยสิว ด้วยตัวเองทำได้ง่าย ๆ
ก่อนจะตัดสินใจ ลดเลือนรอยสิว ด้วยตัวเอง สิ่งแรกที่ควรทำ คือ ปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยปัญหาสิวและรอยสิว รอยดำที่คุณมี หากใครสะดวกรักษาที่คลีนิกหรือโรงพยาบาล ก็สามารถเข้ารับการรักษาได้เลย แต่หากคุณไม่สะดวก ก็สามารถ ลดเลือนรอยสิว ด้วยตัวเองได้ ด้วยกรดที่นิยมใช้ในการลดรอยสิว ดังนี้

กรดอัลฟาไฮดรอกซี
กรดอัลฟาไฮดรอกซี (Alpha Hydroxy Acids) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เอเอชเอ (AHA)” เป็นกรดผลไม้ พบได้ในผลิตภัณฑ์รักษาสิวแบบเวชสำอางทั้งที่สามารถหาซื้อใช้ได้เอง และที่ใช้ในคลีนิกหรือโรงพยาบาล เอเอชเอจะช่วยขจัดเซลล์ผิวและสิ่งอุดตันในรูขุมขน แก้ปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ ลดเลือนรอยขุระขระบนผิว ลดเลือนรอยสิว รอยแผลเป็นให้จางลง แต่การใช้เอเอชเอ คุณต้องระวังเป็นพิเศษ อย่าใช้บ่อยหรือใช้มากเกินไป เพราะจะทำให้เซลล์ผิวเสื่อมเร็วขึ้น ผิวชั้นนอกบางลง และไวต่อแสงแดดมากขึ้น ดังนั้น ระหว่างใช้เอเอชเอ คุณต้องไม่ลืมทาครีมกันแดดทุกวัน เพื่อป้องกันปัญหาผิวที่อาจเกิดขึ้นจากแสงแดด

เรตินอล
เรตินอล คือวิตามินเอรูปแบบหนึ่ง ที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมากมาย ผลิตภัณฑ์เรตินอลมีทั้งแบบครีม เซรั่ม เจล เป็นต้น นอกจากจะช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวได้เป็นอย่างดีแล้ว เรตินอลยังช่วยทำให้รอยสิว รอยดำ รอยแผลเป็นต่าง ๆ ดูจางและเรียบเนียนขึ้นได้ด้วย แต่เรตินอลมักจะทำให้เกิดผลข้างเคียง คือจะทำให้ผิวไวต่อแสงแดดเป็นพิเศษ ฉะนั้นจึงควรทาครีมกันแดดทุกวันเวลาที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเรตินอล

สล็อต

กรดซาลิไซลิก
กรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) หรือบีเอชเอ (BHA) เป็นสารที่นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์รักษาสิว ผลัดเซลล์ผิว รักษารอยสิว สามารถช่วยแก้ปัญหารูขุมขนอุดตัน ลดรอยบวม รอยแดง รอยดำ ผลัดเซลล์ผิวในบริเวณที่มีปัญหาได้เป็นอย่างดี จึงช่วยให้ผิวใสและเรียบเนียนขึ้น แต่อาจก่อให้เกิดผิวแห้งหรืออาการระคายเคืองได้ ฉะนั้นไม่ควรใช้บ่อย และควรใช้ในบริเวณที่มีปัญหาเท่านั้น

ลดเลือนรอยสิว โดยผู้เชี่ยวชาญ
ถ้าการเยียวยาปัญหา ลดเลือนรอยสิว ด้วยตัวเองไม่ได้ผล คุณควรไปพบแพทย์ผิวหนังหรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อจะได้ใช้วิธีการรักษาดังต่อไปนี้

การกรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณี (Dermabrasion)
นี่เป็นวิธี ลดเลือนรอยสิว ที่ได้ผลวิธีหนึ่ง โดยใช้การพ่นเกล็ดอัญมณีที่มีขนาดเล็กละเอียดคล้ายเม็ดทรายลงไปบนผิวหน้า เพื่อขัดลอกผิวที่เป็นปัญหาออกไป ซึ่งการกรอผิววิธีนี้จะส่งผลลึกลงไปถึงผิวหนังชั้นหนังแท้ ข้อดีของการกรอผิวด้วยวิธีนี้คือ หลังจากรักษารอยสิวด้วยวิธีนี้ คุณไม่จำเป็นต้องดูแลผิวหน้าเป็นพิเศษ แต่ต้องอาศัยการทำอย่างต่อเนื่องจึงจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจน การกรอผิวแบบนี้เหมาะกับการรักษารอยสิวแบบหลุมตื้นและหลุมกว้าง แต่ก็ช่วยให้รอยสิวแบบหลุมลึกดูตื้นขึ้นได้เช่นกัน

สล็อตออนไลน์

การลอกผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peels)
การลอกผิวด้วยสารเคมีเป็นการใช้กรดที่มีความเข้มข้นสูงลอกผิวหนังชั้นบนสุดออกไป เพื่อทำให้แผลเป็นที่เป็นหลุมลึกดูตื้นขึ้น ซึ่งมีอยู่หลากหลายแบบและหลากหลายความเข้มข้น จึงควรปรึกษากับแพทย์ผิวหนังว่าแบบไหนเหมาะจะใช้รักษารอยสิวของคุณได้ดีที่สุด ซึ่งการลอกผิวด้วยสารเคมีนี้มักจะเหมาะกับรอยสิวที่เป็นหลุมลึก

การใช้เลเซอร์ลอกผิว (Laser Resufacing)
การใช้เลเซอร์ก็มีหลักการเดียวกับการลอกหน้าด้วยสารเคมี และการกรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณี จุดประสงค์คือการลอกผิวหนังชั้นบนสุดออกไป แต่วิธีนี้จะช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้เร็วกว่า แต่อย่างไรก็ตามหลังจากทำเลเซอร์ลอกผิว คุณก็ต้องใช้ผ้าปิดแผลไว้จนกว่าแผลจะหายดี การรักษาด้วยเลเซอร์เหมาะกับรอยสิวทุกชนิด และคนผิวขาวมักจะเห็นผลดีกว่าคนผิวคล้ำ

การฉีดสารเติมเต็ม (Fillers)
แพทย์จะใช้สารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ที่อาจทำขึ้นจากคอลลาเจน ไขมันของตัวเราเอง หรือสารเติมเต็มชนิดอื่น ๆ โดยฉีดเข้าไปใต้ผิว เพื่อทำให้รอยบุ๋มจากสิวดูเต็มและเรียบเนียนขึ้น ซึ่งสารเติมเต็มส่วนใหญ่จะอยู่ได้นานประมาณ 6-18 เดือนเท่านั้น จึงต้องมีการฉีดเติมอยู่เรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้เห็นรอยบุ๋ม

jumboslot

ฟื้นฟูผิวหน้าด้วยเข็ม (Microneedling)
การ ลดเลือนรอยสิว ด้วยวิธีนี้จะใช้ลูกกลิ้งที่มีเข็มขนาดเล็กจิ๋ว กลิ้งลงไปบนผิวในบริเวณที่เป็นรอยแผลเป็น เพื่อทำให้เกิดแผลเล็ก ๆ ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเยียวยา มีหลักฐานยืนยันว่า การฟื้นฟูผิวหน้าด้วยเข็มแบบนี้ ช่วยทำให้รอยสิวดูตื้นขึ้น แต่อาจต้องใช้เวลาถึง 9 เดือนกว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน แต่ก็ถือว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียง

การฉีดยา
เป็นการใช้ยา เช่น คอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) ยาเคมีบำบัดสูตร 5-FU อินเตอร์เฟอรอน (Interferon) ฉีดเข้าไป เพื่อทำให้รอยสิวที่มีความนูน ๆ ดูนิ่มและแบนลง โดยต้องทำทุก 2-3 สามสัปดาห์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน

สิวเชื้อรา หรือที่เรียกกันว่า สิวยีสต์ แท้จริงแล้วคือโรคที่เรียกว่า รูขุมขนอักเสบจากเชื้อรา (Malassezia folliculitis หรือ Pityrosporum folliculitis) เกิดจากราประเภทยีสต์ในกลุ่มมาลาสซีเซีย (Malassezia) ที่มีอยู่บนผิวหนังตามธรรมชาติเจริญเติบโตมากผิดปกติ จนทำให้รูขุมขนอักเสบ เกิดเป็นตุ่มนูน หรือตุ่มหนองขึ้นเป็นกระจุก บางครั้งอาจขึ้นเป็นตุ่มเล็ก ๆ คล้ายสิวหัวขาว ทำให้รู้สึกเจ็บ แสบ และคัน พบได้บ่อยบริเวณผิวหนังที่มีความมัน เช่น ใบหน้า ไรผม หน้าอก แผ่นหลัง แต่ก็สามารถพบที่ต้นแขน หลังมือ หรือน่องได้เช่นกัน

slot

ลักษณะของรูขุมขนอักเสบจากเชื้อรานี้ ดูคล้ายสิว คนจึงมักเข้าใจผิดว่าเป็นสิว จึงเรียกกันว่าสิวเชื้อรา หรือ สิวยีสต์ และรักษาด้วยยารักษาสิวทั่วไปจนอาจทำให้อาการแย่ลง แม้รูขุมขนอักเสบจากเชื้อราจะมีลักษณะเหมือนสิว แต่หากพิจารณาดี ๆ จะเห็นว่ารูขุมขนอักเสบจากเชื้อราและสิวนั้นแตกต่างกัน ที่เห็นได้เด่นชัดคือ อาการคัน เพราะหากเป็นสิวปกติจะไม่คัน ผู้ที่เป็น สิวเชื้อรา บางรายจะยิ่งคันหนักขึ้นหลังทำกิจกรรมที่เหงื่อออกมาก เช่น ออกกำลังกาย อบซาวน่า อาบน้ำร้อน หากเกาอาจเกิดผื่นแดงลามไปทั่วบริเวณ ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจเป็นเกลื้อน หรือโรคผิวหนังอักเสบที่เรียกว่าโรคเซ็บเดิร์มร่วมด้วย โรครูขุมขนอักเสบจากเชื้อรานี้ หากปล่อยไว้ไม่รักษา อาจลุกลามถึงขั้นเป็นโรครูขุมขนอักเสบรุนแรง สร้างความเจ็บปวดทรมาน ทำให้ขนหลุดร่วงถาวรและเป็นแผลเป็นได้อีกด้วย

สาเหตุของสิวเชื้อรา
รูขุมขนอักเสบจากเชื้อราเกิดจากเชื้อราบนผิวหนังเจริญเติบโตมากผิดปกติ ซึ่งอาจมาจากปัจจัยเหล่านี้

สวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่ระบายอากาศ โดยเฉพาะ ผ้าใยสังเคราะห์ ทำให้เหงื่อออกมาก ยีสต์ที่ชอบอากาศร้อน ชื้น จึงเจริญเติบโตได้ดีเกินไป
ทาผลิตภัณฑ์กันแดดหรือบำรุงผิวที่มันเกินไป เช่น น้ำมันมะพร้าว ทำให้รูขุมขนอุดตัน
เป็นคนผิวมัน ซึ่งน้ำมันบนผิวคืออาหารของยีสต์
ระบบภูมิคุ้มกันมีปัญหาจึงไม่สามารถควบคุมเชื้อยีสต์บนผิวหนังได้
เครียดหรือเหนื่อยล้า
เป็นโรคเบาหวาน
กินยากลุ่มสเตียรอยด์ เช่น ยาเพรดนิโซน (Prednisolone)
กินยาปฏิชีวนะ ทำให้ตัวยาไปกำจัดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราชนิดนี้จึงเติบโตมากเกินไป
กินยาคุมกำเนิด
น้ำหนักตัวมากเกินไป ทำให้เหงื่อออกเยอะขึ้นและเสื้อผ้าคับขึ้น