โรคต่างๆ

โรคแอกทินิกเคอราโทซิสคืออะไร

โรคแอกทินิกเคอราโทซิส คืออะไร
โรคแอกทินิกเคอราโทซิส (Actinic Keratosis) หรือที่เรียกว่า โซล่าเคอราโทซิส (Solar Keratosis) เป็นอาการผิวหนังหยาบ ตกสะเก็ด ลอกเป็นแผ่น เนื่องจากการโดนแสงแดดเป็นเวลานาน อาการนี้มักจะเกิดขึ้นที่บริเวณใบหน้า ริมฝีปาก หู หลังมือ แขน กระโหลกศีรษะ หรือคอ โดยจะพบได้มากที่สุดในผู้ที่มีผิวขาว ผมบลอนด์หรือผมแดง และตาสีฟ้าหรือสีเขียว

เครดิตฟรี

ในกรณีส่วนใหญ่ โรคแอกทินิกเคอราโทซิสนั้นจะไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง แต่มีบางส่วนที่โรคแอกทินิกเคอราโทซิสนั้นอาจจะกลายเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้

โรคแอกทินิกเคอราโทซิสพบได้บ่อยหรือไม่
ยิ่งท่านอาศัยอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรมากเท่าใด ก็จะมีแนวโน้มในการเป็นโรคแอกทินิกเคอราโทซิสมากเท่านั้น โรคนี้มักจะพบได้ในเพศชายมากกว่าเพศหญิงเล็กน้อย เนื่องจากผู้ชายมักจะต้องเผชิญกับแสงแดดมากกว่า และยังมีการป้องกันแสงแดดน้อยกว่าผู้หญิงอีกด้วย โรคนี้สามารถจัดการได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ
อาการของโรคแอกทินิกเคอราโทซิสมีอะไรบ้าง
อาการของโรคแอกทินิกเคอราโทซิสเริ่มจาก อาการผิวหนังหนา หยาบ ตกสะเก็ด โดยปกติแล้วจะมีขนาดเท่ายางลบขนาดเล็ก นอกจากนี้ก็อาจจะมีอาการคัน หรือแสบร้อนร่วมด้วย

เมื่อเวลาผ่านไป รอยโรคอาจหายไป มีขนาดใหญ่ขึ้น เป็นอย่างเดิม หรือพัฒนาไปกลายเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้

สัญญาณและอาการของโรคแอกทินิกเคอราโทซิสได้แก่

สล็อต

อาการผิวหนังหนา หยาบ ตกสะเก็ด โดยปกติขนาดจะเล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เซนติเมตร
ผิวลอกเป็นแผ่น หรือเป็นตุ่มนูนบนผิวหนัง
ในบางครั้ง ผิวอาจจะแข็ง และมีลักษณะคล้ายหูด
มีอาการคันและแสบร้อน
โรคแอกทินิกเคอราโทซิสนั้นจะพบได้ในบริเวณที่ถูกแสงแดด เช่น ใบหน้า ริมฝาก หู มือ หน้าแขน หนังศีรษะ และคอ
ควรพบหมอเมื่อใด
การแยกระหว่างจุดที่ไม่เป็นมะเร็งและจุดที่เป็นมะเร็งนั้นอาจจะเป็นเรื่องยากที่ ดังนั้นท่านจึงควรไปพบหมอเพื่อทำการวินิจฉัย โดยเฉพาะหากรอยโรคนั้นยังคงอยู่ ขยายใหญ่ขึ้น หรือมีเลือดออก

หากคุณพบสัญญาณ หรืออาการที่กล่าวถึงเบื้องต้น หรือหากคุณมีคำถามใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลแสดงอาการไม่เหมือนกัน ทางที่ดีที่สุดคือควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางรักษาที่ดีที่สุด

สาเหตุ
สาเหตุของโรคแอกทินิกเคอราโทซิส
โรคนี้อาจเกิดได้จากสาเหตุหลายประการ อย่างไรก็ตาม การสัมผัสแสงแดดเป็นเวลานานๆนั้นถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่พบมากที่สุดของโรคแอกทินิกเคอราโทซิส

รังสีอัลตร้าไวโอเลตที่แผ่ออกมาจากโคมไฟรังสีอัลตร้าไวโอเล็ตนั้นเป็นอันตรายมากกว่าแสงจากดวงอาทิตย์โดยตรง ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจึงเตือนให้ระมัดระวังเกี่ยวกับการทำผิวแทนโดยใช้โคมไฟรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต

สล็อตออนไลน์

ในบางครั้ง โรคแอกทินิกเคอราโทซิส อาจเกิดจากการโดนรังสีเอ็กซ์เรย์เป็นเวลานานๆ หรือเกิดจากการใช้สารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมมากๆ

ปัจจัยเสี่ยง
ปัจจัยเสี่ยงของโรคแอกทินิกเคอราโทซิสคือ
คุณอาจมีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคแอกทินิกเคอราโทซิส ถ้าหาก

อายุมากกว่า 60 ปี
อาศัยอยู่ในที่ที่มีแดดจัด
มีผิวสีอ่อนและตาสีฟ้า
มีแนวโน้มที่จะโดนแดดเผาได้ง่าย
เคยโดนแดดเผามาก่อน
ในช่วงชีวิตสัมผัสกับแดดบ่อย
มีไวรัสเอชพีวี (hpv)
มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เป็นผลมาจากการทำเคมีบำบัดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวโรคเอดส์ หรือการปลูกถ่ายอวัยวะ
เข้าใจการวินิจฉัยและการรักษา
ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำจากแพทย์โดยตรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอรับขอมูลเพิ่มเติมอยู่เสมอ

jumboslot

การวินิยฉัยโรคแอกทินิกเคอราโทซิส
แพทย์อาจจะสามารถวินิจฉัยได้โดยการส่องไฟหรือส่องด้วยแว่นขยายเพื่อตรวจหาการเจริญเติบโต ไฝ หรือรอยโรค นอกจากนี้แพทย์อาจทำการทดสอบอื่นๆ เช่น การทดสอบชิ้นเนื้อ โดยแพทย์จะนำตัวอย่างชิ้นเนื้อเล็กๆ ของคุณไปวิเคราะห์ในห้องทดลอง

แม้ภายหลังการรักษาโรคแอกทินิกเคอราโทซิส แพทย์ก็จะแนะนำให้ท่านเข้ารับการตรวจผิวหนังอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อหาสัญญาณของโรคมะเร็งผิวหนัง

การรักษาโรคแอกทินิกเคอราโทซิส
โรคแอกทินิกเคอราโทซิสเกือบทั้งหมดสามารถหายได้ หากรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่โรคนี้จะกลายเป็นมะเร็งผิวหนัง การรักษามีหลากหลายทางเลือก ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะของอาการที่เกิดขึ้น อายุของผู้ป่วย และสุขภาพของผู้ป่วย วิธีการรักษาเหล่านี้ทำให้ผิวของคุณไวต่อแสงมากขึ้น ควรหมั่นใช้ครีมกันแดดในระหว่างการรักษา การรักษาที่พบได้บ่อยๆได้แก่

การแช่แข็งส่วนที่มีอาการด้วยไนโตรเจนเหลว (การผ่าตัดด้วยความเย็น) เพื่อกำจัดโรค การผ่าตัดด้วยความเย็น (หรือเรียกว่าการบำบัดด้วยความเย็นจัด) อาจทำให้เจ็บปวดเล็กน้อยแต่อาจคงอยู่ถึง 3 วัน การรักษาโดยทั่วไปใช้เวลา 7 ถึง 14 วัน และอาจมีแผลเป็นเล็กน้อย หรือไม่มีเลย ถึงแม้ว่าผู้ที่มีผิวสีเข้มแต่ก็อาจจะมีรอยเป็นสีขาว
การขูดผิวออกโดยใช้กระแสไฟฟ้า (การขูดเนื้อเยื่อ และศัลยกรรมไฟฟ้า) ผิวหนังจะถูกทำให้ชา และส่วนที่เป็นโรคจะถูกขูดออกด้วยเครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายช้อน หลังจากการขูด จะมีการศัลยกรรมไฟฟ้าเพื่อควบคุมการหลั่งของเลือด และเพื่อทำลายเซลล์ที่ไม่ปกติที่ยังตกค้าง การขูดเนื้อเยื่อเป็นการรักษาที่ไว แต่อาจทำให้เกิดรอยแผลเป็น บางครั้งอาจเป็นรอยแผลเป็นหนา หรือคีลอยด์เกิดขึ้นหลังรับการรักษาด้วยวิธีนี้ คีลอยด์อาจมีอาการคัน หรือมีขนาดใหญ่ขึ้นตามเวลาแต่ไม่ต้องทำการรักษาใดๆ
การโกนออกด้วยมีดผ่าตัด (การผ่าตัดออกโดยการโกน) ซึ่งทำเพื่อตัดส่วนที่เป็นโรคออก และตรวจสอบเซลล์เพื่อหาเซลล์มะเร็งชนิดเบซาล หรือชนิดสะความัส การรักษาโดยทั่วไปใช้เวลา 7-14 วัน อาจมีรอยแผลเป็น และการเปลี่ยนสีของผิวหนัง

slot

การใช้สารเคมีในการลอกผิว (การลอกผลัดเซลล์ผิว) การทำเช่นนี้ก็เพื่อให้ผิวใหม่เติบโตขึ้นแทนที่ผิวที่เสียไป
การเลเซอร์ให้ผิวลอก (การเลเซอร์ผิวหนัง) ลำแสงเลเซอร์ที่ร้อนแรง (อย่างคาร์บอนไดออกไซด์ หรือซีโอทูเลเซอร์) ถูกนำมาใช้เพื่อทำลายผิวชั้นนอกสุด เมื่อบริเวณที่ได้รับการรักษาหายแล้ว ผิวใหม่จะเกิดขึ้นแทนที่ผิวที่ถูกทำลาย
การรักษาผิวด้วยตัวยาทาผิว อย่างฟลูออโรยูราซิล (5-เอฟยู), อิมมิควิโมด (อัลดารา) อินจีนอล เมบูเตต (พิคาโท), ไดโคลฟีแนค (โซลาราซ)
การใช้ยาและแสงในการทำลายเซลล์ (การบำบัดด้วยแสง) การบำบัดด้วยแสงนั้นใช้ตัวยาอย่างกรดอะมิโนเลวูลินิก (ALA) ทาบนผิวแล้วถึงใช้แสง แสงที่ว่าจะทำให้ตัวยาทำลายโรคแอกทินิกเคอราโทซิส
การเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง
การเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองแบบไหนที่จะช่วยจัดการกับโรคแอกทินิกเคอราโทซิส
วิธีที่ดีที่สุด ในการป้องกันโรคแอกทินิกเคอราโทซิส คือการป้องกันตัวเองจากแสงแดด เหล่านี้คือนิสัยในการป้องกันตนเองจากแดดที่ทำได้จริง

อยู่ในร่มเสมอ โดยเฉพาะเวลา 10 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น
หลีกเลี่ยงการอาบแดด และไม่อาบแดดด้วยเครื่องอบยูวีเด็ดขาด
ใส่เสื้อผ้าให้มิดชิด รวมถึงการใส่หมวกปีกกว้าง และแว่นตาป้องกันยูวี
ใช้ครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติในการป้องกันได้ทั้งรังสียูวีเอ และยูวีบี ที่มีค่าเอสพีเอฟตั้งแต่ 15 ขึ้นไปทุกวัน สำหรับการทำกิจกรรมกลางแจ้งที่ยาวนาน ให้ใช้ครีมกันแดดที่ป้องกันได้ทั้งรังสียูวีเอ และยูวีบี ที่มีค่าเอสพีเอฟตั้งแต่ 30 ขึ้นไป
ทาครีมกันแดด 1 ออนซ์ (2 ช้อนโต๊ะ) ทาให้ทั่วตัว 30 นาทีก่อนออกนอกบ้าน และทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง หรือหลังการว่ายน้ำ หรือออกเหงื่อมาก
ระวังการให้เด็กเกิดใหม่ถูกแสงแดด ควรใช้ครีมกันแดดกับทารกที่อายุเกิน 6 เดือน
ตรวจสอบผิวของท่านทั่วตัว ในทุกๆเดือน
พบแพทย์ทุกๆปีเพื่อทำการทดสอบผิว
หากท่านมีคำถามใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจการแก้ปัญหาได้ดีขึ้น